บทที่ 6
เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสำคัญของศักยภาพหลักของพื้นที่ในการพัฒนาอาชีพ
ศักยภาพหลักของพื้นที่คือการเรียนรู้ถึงข้อมูลหลักที่สำคัญในการประกอบอาชีพหรือพัฒนาอาชีพนั้น ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมการประกอบอาชีพต้องคำนึงถึงสภาพแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน และมีความต้องการของท้องถิ่นไม่เหมือนกัน ความสำเร็จของการประกอบอาชีพในพื้นที่หนึ่ง อาจไม่ใช้ความสำเร็จในอีกพื้นที่หนึ่ง ดังนั้น หลักการพื้นฐานที่ต้องคำนึงถึงศักยภาพ และบริบทของพื้นที่ที่แตกต่างกันจึงจำเป็นต้องเน้นการเรียนรู้การประกอบอาชีพ ให้สอดคล้องกับหลักการพื้นที่และการพัฒนาใน 5 ศักยภาพหลักของพื้นที่และ5 กลุ่มอาชีพใหม่ คือกลุ่มอาชีพด้านการเกษตรอุตสาหกรรม พาณิชย์กรรม ความคิดสร้างสรรค์การบริหารจัดการและการบริการโดยเน้นศักยภาพตามธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ได้แก่ 1) ศักยภาพหลักของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพื้นที่ 2) ศักยภาพของพื้นที่ตามลักษณะภูมิอากาศ 3) ศักยภาพของภูมิประเทศและทำเลที่ตั้งของแต่ละพื้นที่ 4) ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี องค์ความรู้ ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่และ5) ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในแต่ละพื้นที่
เรื่องที่ 2 การวิเคราะห์ศักยภาพหลักของพื้นที่ในการพัฒนาอาชีพ
1. ศักยภาพหลักของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพื้นที่หมายถึง สิ่งแวดล้อมต่าง ๆที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น บรรยากาศ ดิน น้ำป่าไม้ ทุ่งหญ้า สัตว์ป่า แร่ธาตุ และพลังงาน เป็นต้น การแยกแยะเพื่อนำเอาศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพื้นที่มาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ ต้องพิจารณาว่าทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ มีอะไรบ้าง เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็ต้องพิจารณาใหม่ว่าจะประกอบอาชีพที่ตัดสินใจเลือกไว้หรือไม่ เช่น ต้องการผลิตน้ำแร่ธรรมชาติจำหน่าย แต่ในพื้นที่ไม่มีตาน้ำไหลผ่าน และไม่สามารถขุดน้ำบาดาลได้ ก็ต้องพิจารณาต่อไป ถ้าต้องการอาชีพนี้เพราะเห็นว่ามีคนนิยมดื่มน้ำแร่มาก ประกอบกับตลาดยังมีความต้องการเช่นกัน ก็ต้องพิจารณาอกว่า การลงทุนหาทรัพยากรน้ำและแร่ธาตุ มาใช้ในการผลิตน้ำแร่ จะเสียค่าใช้จ่ายคุ้มทุนหรือไม่
2. ศักยภาพของพื้นที่ตามลักษณะภูมิอากาศ หมายถึง ลักษณะของลม ฟ้า อากาศที่มีอยู่ประจำท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิประจำเดือน และปริมาณน้ำฝนในช่วงระยะเวลาต่าง ๆในรอบปี เช่น ภาคเหนือของประเทศไทย มีอากาศหนาวเย็น หรือร้อนชื้นสลับกับฤดูแล้ง อาชีพทางการเกษตร ที่ทำรายได้ให้ประชากร ได้แก่ การทำสวน ทำไร่ ทำนาและเลี้ยงสัตว์ หรือภาคใต้มีฝนตกตลอดทั้งปี เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชเมืองร้อน ที่ต้องการความชุ่มชื้นสูง เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น เพราะฉะนั้นการประกอบอาชีพอะไรก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาถึงสภาพภูมิอากาศด้วย
3. ศักยภาพของภูมิประเทศและทำเลที่ตั้งของแต่ละพื้นที่หมายถึง ลักษณะพื้นที่และทำเลที่ตั้งในแต่ละจังหวัด ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น เป็นภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบลุ่ม ที่ราบชายฝั่ง สิ่งที่ควรศึกษา เช่น ขนาดของพื้นที่ความลาดชัน และความสูงของพื้นที่ เป็นต้น รวมถึงการผลิตการจำหน่าย หรือการให้บริการต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม
4. ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละภาคจึงมีความแตกต่างกัน ในการดำรงชีวิต ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และการประกอบอาชีพ ถึงแม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ มีวิถีชีวิตผูกพันกับการเกษตร ถึงร้อยละ 80 แต่ก็ควรพิจารณาเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ด้วย
5. ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในแต่ละพื้นที่หมายถึง การนำศักยภาพของแต่ละบุคคลในแต่ละพื้นที่มาใช้ในการปฏิบัติงาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างให้แต่ละบุคคลเกิดทัศนคติที่ดีต่ออาชีพ องค์กร ตลอดจนเกิดความตระหนักในคุณค่าของตนเอง และเพื่อนร่วมงาน ในประเทศไทยยังมีบุคคลอีกหลายกลุ่มที่สามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ตลอดจนการพัฒนาอาชีพให้เหมาะสมกับยุคสมัย โดยเฉพาะอาชีพด้านเกษตรกรรม ปัจจุบันมีการทำเกษตรแบบผสมผสาน สามารถพลิกฟั่นคืนธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์แทนสภาพดินเดิมที่เคยถูกทำลายไป ทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ต้องพิจารณาดำเนินการประกอบอาชีพอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องกับความต้องการของ บุคคลในแต่ละพื้นที่จะเห็นได้ว่า การวิเคราะห์ศักยภาพตามหลักของพื้นที่ทั้ง 5 ด้าน ดังกล่าวข้างต้นมีความสำคัญและจำเป็นต่อการประกอบอาชีพให้เข้มแข็ง หากได้วิเคราะห์ศักยภาพของตนเองอย่างรอบด้าน รวมถึงปัจจัยภายในตัวตน และภายนอกของผู้ประกอบอาชีพ ถ้าวิเคราะห์ข้อมูลได้มากและถูกต้อง ก็มโอกาสเข้าสู่การประกอบอาชีพ ได้มากยิ่งขึ้น
เรื่องที่ 3 ตัวอย่างอาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่
กลุ่มอาชีพใหม่ด้านเกษตรกรรม
1. กลุ่มการผลิต เช่น การปลูกไม้ดอกเพื่อการค้า การผลิตปิย้อนทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ
2. กลุ่มแปรรูป เช่น การแปรรูปปลานิลแดดเดียว การแปรรูปทำไส้กรอกจากปลาดุกการตากแห้งและหมักดองผัก และผลไม้
3. กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การเกษตรแบบยั่งยืน การเกษตรแบบผสมผสานตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
กลุ่มอาชีพใหม่ด้านอุตสาหกรรม
1. กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่นช้างไฟฟ้าอุตสาหกรรม ช่างเชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้าและแก๊ส ช่างเชื่อมเหล็กดัดประตูหน้าต่าง ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่างซ่อมแอร์ เป็นต้น
2. กลุ่มสิ่งทอและตกแต่งผ้า เช่น การทำซิลค์สกรีน การทำผ้ามัดย้อม การทำผ้าบาติกการทอผ้าด้วยกี่กระตุ้ก เป็นต้น
3. กลุมเครื่องยนต์ เช่น การซ่อมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ช่างเครื่องยนต์ ช่างเคาะตัวถังและพ่นสีรถยนต์ เป็นต้น
4. กลุ่มศิลปประดิษฐ์ และอัญมณี เช่น การแกะสลักวัสดุอ่อนเบื้องต้น การขึ้นรูปกระถางต้นไม้ด้วยแป้นหมุน การทำของชำร่วยด้วยเซรามิก ผ้าทอการประดิษฐ์ของที่ระลึกที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยจากผ้าหรือโลหะ เป็นต้น
5. กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารการคมนาคมขนส่ง เป็นต้น
กลุ่มอาชีพใหม่ด้านพาณิชย์กรรม
1. กลุ่มพิฒนำผลิตภัณฑ์ เช่น การออกแบบและการบรรจุภัณฑ์ชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชน การพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์
2. การขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตการสร้างร้านค้าทางอินเทอร์เน็ต
3. กลุ่มผู้ประกอบการเช่น การประกอบธุรกิจชุมชน ร้านค้าปลีกกลุ่มแม่บ้าน และวิสาหกิจชุมชน
กลุ่มอาชีพใหม่ด้านความคิดสร้างสรรค์
1. คอมพิวเตอร์และธุรการได้แก่ โปรแกรมต่าง ๆ ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์
2. กลุ่มออกแบบ เช่น โปรแกรม Auto Cad เพื่องานออกแบบก่อสร้าง ออกแบบชิ้นส่วนทางอุตสาหกรรม โปรแกรม Solid Work เพื่อใช้เขียนแบบเครื่องกล
3. กลุ่มงานในสำนักงาน เช่น Office and Multimedia การจัดทำระบบข้อมูลทางการเงินและบัญชีด้วยโปรแกรม Excel และโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป เพื่อใช้ในการทำงานทางธุรกิจ การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานด้วยโปรแกรม Microsoft Office โปรแกรม Microsoft Access เป็นโปรแกรม สำหรับการบันทึกฐานข้อมูล เช่นงานบุคลากร รายการหนังสือในห้องสมุด
4. กลุ่มช่างคอมพิวเตอร์เช่นช้างซ่อม ช่างประกอบ ช่างติดตั้งระบบและบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์
กลุ่มอาชีพใหม่ดานบุรีหารจัดการและการบริการ
1. กลุ่มการท่องเที่ยว เช่น มัคคุเทศก์ พนักงานบริการและเครื่องดื่ม พนักงานผสมเครื่องดื่ม การทำอาหารว่างนานาชาติ การบริการที่พักในรูปแบบโฮมสเตย์ เป็นต้น
2. กลุ่มสุขภาพ เช่น การนวดแผนไทย นวดด้วยลูกประคบ สปาเพื่อสุขภาพ การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ เป็นต้น
3. กลุ่มการซ่อมแซมและบำรุงรักษา เช่น การซ่อมเครื่องปรับอากาศ การซ่อมเครื่องยนต์ดีเซล ซ่อมเครื่องยนต์เบนซิน การซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร การซ่อมจักรอุตสาหกรรม การซ่อมเครื่องใช้ ไฟฟ้า เป็นต้น
4. กลุ่มคมนาคมและการขนส่ง ได้แก่อาชีพด้าน Logistics หรือการขนส่งสินค้าทางบก ทางอากาศและทางเรือ
5. กลุ่มช่างก่อสร้าง เช่นช้างปูกระเบื้องชางไม้ ช่างปูนช้างทาสี ช่างเชื่อมโลหะ
6. กลุ่มผู้ลิตวัสดุก่อสร้าง เช่น การทำบล็อกคอนกรีต เสาคอนกรีต เป็นต้น