บทที่ 3 นาฎศิลป์พื้นบ้าน
เรื่อง คุณค่าความสำคัญของนาฏศิลป์พื้นบ้านของภาคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีนาฏศิลป์พื้นบ้าน
ความหมายของนาฏศิลป์พื้นบ้าน
นาฏศิลป์พื้นบ้าน หมายถึง ศิลปะการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ให้มีลีลาอันงดงาม ได้แก่ ระบำ รำ ฟ้อนต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมเล่นหรือแสดงกันในท้องถิ่น ในภาษาไทย เรามีคำว่า "ระบำ" "รำฟ้อน" ที่ใช้ในความหมายของการแสดงลีลานาฏศิลป์ไทย แต่ในท้องถิ่นภาคเหนือ จะใช้คำว่า "ฟ้อน" เป็นศัพท์เฉพาะท้องถิ่น ศิลปะของการฟ้อนในท้องถิ่น จะมีดนตรีพื้นบ้านประกอบ ซึ่งอาจจะให้ท่วงทำนองเป็นเพลงบรรเลงล้วน ๆ หรือเป็นบทเพลงที่มีการขับร้องประกอบร่วมด้วยก็ได้ นอกจากนั้นการฟ้อนในท้องถิ่น อาจเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการเล่นพื้นบ้าน คือปรากฏอยู่ในการแสดงมหรสพต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การฟ้อนที่เป็นส่วนประกอบของการแสดงซอของภาคเหนือ หมอลำของภาคอีสาน เป็นต้น
ลักษณะของนาฏศิลป์พื้นบ้าน
1.นาฏศิลป์พื้นบ้านมักจะถ่ายทอดกันมาโดยการสังเกต จดจำ เลียนแบบ การบอกเล่ากล่าวสอนโดยที่มิได้มีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือตำรา ต่าง ๆ
2.นาฏศิลป์พื้นบ้าน มักมีความเรียบง่าย และมีอิสระในการแสดงออก ผู้ฟ้อนรำสามารถที่จะสร้างสรรค์พลิกแพลงท่วงท่าลีลาการเคลื่อนไหวออกไปได้ หลายทาง มิได้มีท่าแม่บทเป็นหลักแบบนาฏศิลป์ที่เป็นแบบแผนอย่างของราชสำนักหรือ ของกรมศิลปากร แต่มีลีลาที่งดงาม สอดคล้องกับท่วงทำนองเพลงพื้นบ้าน และแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ๆ ที่ทำให้สามารถบอกได้ว่าเป็นนาฏศิลป์หรือการฟ้อนรำของท้องถิ่นใด
3. รูปแบบท่าทางของนาฏศิลป์พื้นบ้านในยุคหลังต่อมา ได้ถูกกำหนดแบบแผนโดยผู้รู้ หรือได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของส่วนกลาง ( เมืองหลวง ) ทำให้แปรเปลี่ยนจากความเรียบง่ายหรือลักษณะเสรีไปสู่ท่วงท่าที่เป็นแบบแผน มากขึ้น ดังเห็นได้จากในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น การที่ครูนาฏศิลป์ในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ นำลักษณะการฟ้อนของชาวบ้านไปประยุกต์ใหม่ ให้มีลีลางดงาม เป็นขั้นตอนขึ้น และกลายเป็นแบบแผนที่ชาวบ้านนำแบบอย่างมาปรับปรุงลีลาการฟ้อนของตน ให้เป็นตามแบบแผนตามไปด้วย เป็นต้น
4.กำเนิดของนาฏศิลป์พื้นบ้านแต่ดั้งเดิมมักจะเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมอื่น เช่นปรากฏในพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อ ประเพณีบางอย่าง มิได้มีจุดประสงค์มุ่งความบันเทิงเป็นสำคัญมาแต่แรก เช่น การฟ้อนผีมด มาจากพิธีกรรมบูชาผีปู่ย่า หรือผีบรรพบุรุษ เป็นต้น การศึกษานาฏศิลป์พื้นบ้าน จึงต้องรู้ถึงประวัติความเป็นมา หรือจุดมุ่งหมายแต่เดิม ตลอดจนพัฒนาการที่แปรเปลี่ยนมาสู่รูปแบบในยุคปัจจุบันด้วย
นาฏศิลป์พื้นบ้านภาคเหนือ
การฟ้อน คือ การแสดงนาฏศิลป์ภาคเหนือที่แสดงการร่ายรํา เอกลักษณ์ที่ดนตรีประกอบมีแต่ทํานองจะไม่มีคําร้อง การฟ้อนรําของภาคเหนือ มี 2 แบบ คือ แบบอย่างดังเดิมกับแบบอย่างที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ การ ฟ้อนรําแบบดั้งเดิม ได้แก่ ฟ้องเมือง ฟ้อนม่าน และฟ้อนเงี้ยว
1. ฟ้อนเมือง หมายถึง การฟ้อนรําแบบพื้นเมือง เป็นการฟ้อนรําที่มีแบบแผน ถ่ายทอดสืบต่อกันมาประกอบด้วยการฟ้อนรํา การฟ้อนมีแต่ดนตรีกับฟ้อน ไม่มีการขับร้อง เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนผีมด ฟ้อนแง้น เป็นต้น
2. ฟ้อนม่าน หมายถึง การฟ้อนรําแบบมอญ หรือแบบพม่า เป็นการสืบทอดรูปแบบท่ารํา และ ดนตรี เมื่อครั้งที่พม่าเข้ามามีอํานาจเหนือชนพื้นเมือง เช่น ฟ้อนพม่า ฟ้อนผีเม็ง ฟ้อนจ้าด หรอืแสดงจ๊าดหรือลิเกไทยใหญ่
3.ฟ้อนเงี้ยว เป็นการแสดงของชาวไตหรือไทยใหญ่ รูปแบบของการแสดงจะเป็นการฟ้อนรํา ประกอบกับกลองยาว ฉาบ และฆ้อง เช่น ฟ้อนไต ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนกิงกะหร่า ฟ้อนโต
การฟ้อนรําแบบปรับปรุงใหม่ เป็นการปรับปรุงการแสดงที่มีอยู่เดิมให้มีระเบียบแบบแผนให้ถูกต้องตามนาฏยศาสตร์ ใช้ท่วงทำาลีลาที่งดงามยิ่งขึ้น อาทิเช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้องลองน่าน ฟ้อนเงี้ยวแบบปรับปรุงใหม่ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ระบําซอ ระบําเก็บใบชา ฟ้อนสาวไหม เป็นต้น ฟ้อนเล็บ ประวัติความเป็นมา
ฟ้อนเล็บ เป็นการฟ้อนรําที่สวยงามอีกอย่างหนึ่งของชาวไทยภาคเหนือ เรียกชื่อตาม ลักษณะของการฟ้อน ผู้แสดงจะสวมเล็บที่ทําด้วยโลหะทุกนิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ แบบฉบับของ การฟ้อน เป็นแบบแผนในคุ้มเจ้าหลวงในอดีตจึงเป็นศิลปะที่ไม่ได้ชมกันบ่อยนัก การฟ้อนรําชนิดนี้ ได้แพร่หลายในกรุงเทพ เมื่อครั้งสมโภชนะพระเศวตคชเดชดิลก ช้างเผือก ในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2470 ครูนาฏศิลปะของกรมศิลปากรได้ฝึกหัดถวายทอดเอาไว้และได้นํามาสืบทอดต่อกันมา
เครื่องดนตรี เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อนเล็บ ได้แก่ ป้อนแน กลองแอว ฉาบ โหม่ง เครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกาย สวมเสื้อคอกลมหรือคอปาดแขนยาว ผ้าหนาติดกระดุม ห่มสไบทับตัวนุ้ง ผ้าซิ่นพื้นเมืองลายขวางต่อตีนจกหรือเชิงซิ่นเกล้ามวยสูง ประดับด้วยดอกไม้และอุบะสวมสร้อยคอ และต่างหู
ท่ารำ ท่ารํา มีชื่อเรียกดังนี้ ท่ากังหันร้อน ท่าเรียงหมอน ท่าเลียบถ้ำ ท่าสอดสร้อยมาลา ท่าพรหม สี่หน้า ท่ายูงฟ้อนหาง
โอกาสของการแสดง ใช้แสดงในโอกาสมงคล งานรื่นเริง การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
นาฏศิลปะพื้นบ้านภาคกลาง
เป็นศิลปะการร้ายรําและการละเล่นของชนชาวพื้นบ้านภาคกลาง ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพ เกี่ยวกับเกษตรกรรม ศิลปะการแสดงจึงมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและเพื่อความบันเทิง สนุกสนานเป็นการผักผ่อนหย่อนใจจากการทํางาน หรือเมื่อเสร็จจากเทศกาลฤดูเก็บเกี่ยว เช่น การ เล่นเพลงเกี่ยวข้าว เต้นดํารําเคียว รําเถิดเทิง รําเหย่อย เป้นต้น มีการแต่งกายตามวัฒนธรรมของ ท้องถิ่นและใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เช่น กลองยาว กลองโทน ฉิ่ง ฉาบ กรับ และโหม่ง
รำเหย่อย คือ การรําพื้นเมืองที่เก่าแกาชนิดหนึ่ง มีต้นกําเนิดที่จังหวัด
กาญจนบุรี แถบอําเภอเมือง อําเภอพนมทวน ซึ่งยังมีการอนุรักษ รูปแบบการละเล่นนี้เอาไว้