บทที่ 11 

สารเคมีกับชีวิตสิ่งแวดล้อม

เรื่องที่ 1 ความสำคัญของสารเคมีกับชีวิตและสิ่งแวดล้อม

สิ่งแวดล้อม คือทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรม (จับต้องมองเห็นได้) และนามธรรม (วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ) มีอิทธิพลเกี่ยวโยง ถึงกั้นี้เป็นปัจจัยในการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผลกระทบจากปัจจัยหนึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างหรือทำลาย อีกส่วนหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงมิได้สิ่งแวดล้อมเป็นวงจร และวัฏจักรที่เกี่ยวข้องกันไปทั้ง ระบบ

สิ่งแวดล้อม แบ่งออกเป็นลักษณะกว้าง ๆ ได้ 2 ส่วน คือ

1. สิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ภูเขา ดิน น้ำอากาศ ทรัพยากร 

2. สิ่งแวดล้อมมนุษย์สร้างขึ้น เช่น ชุมชนเมืองสิ่งก่อสร้างโบราณีสถาน ศิลปกรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม

มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

มนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างแนบแน่น ในอดีตปัญหาเรื่องความสมดุล ของธรรมชาติดตามระบบนิเวศยังไม่เกิดขึ้นมากนักเนื่องจากผู้คนในยุคนั้นมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านธรรมชาติ และสภาวะแวดล้อมเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้ธรรมชาติสามารถปรับสมดุลของตัวเองได้ แต่ปัจจุบันนี้ได้มีปัญหา อย่างรุนแรงด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในบางส่วนของโลกและปัญหาดังกล่าวก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ในทุกประเทศ ดังนี้   

1. ปัญหาทางด้านภาวะมลพิษทางน้ำ 

2. ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมสลายและหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ พืชสัตว์  ทั้งที่เป็นอาหารและการอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษา 

3.ปัญหาที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมนุษย์  เช่น การวางผังเมืองและชุมชน ไม่ถูกต้องทำให้เกิดการแออัด การใช้ทรัพยากรผิดประเภทและเกิดปัญหาจากของเหลือทิ้งพวก ขยะมูลฝอย

สสาร หมายถึง สิ่งที่มีมวล ต้องการที่อยู่ และสามารถสัมผัสได้ หรืออาจหมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา มีตัวตนต้องการที่อยู่สัมผัสได้อาจมองเห็น หรือมองไม่เห็นก็ได้ เช่น อากาศ ดิน น้ำ   เป็นต้น

สาร หมายถึง สสารที่ทราบสมบูติ หรือสสารที่จะศึกษาเป็นสสารที่เฉพาะเจาะจง

สมบัติของสาร หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัวของสาร เช่น เนื้อสาร สี กลิ่น รส การนำไฟฟ้า การละลายน้ำจุดเดือด จุดหลอมเหลว ความเป็นกรด - เบส   เป็นต้น

สมบัติของสารจำแนกได้ 2 ประเภท คือ

1. สมบัติทางกายภาพ เป็นสมบัติที่สังเกตได้จากลักษณะภายนอก หรือใช้ เครื่องมือง่าย ๆ ในการสังเกต ซึ่งเป็นสมบัติที่ไม่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมี เช่น สี กลิ่น รส สถานะ จุดเดือด ลักษณะ รูปผลึก ความหนาแนั้นการนำไฟฟ้า การละลาย จุดหลอมเหลว 

2. สมบัติทางเคมี เป็นสมบัติที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างภายในของสาร เป็นสมบัติ ที่สังเกตได้เมื่อมปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น เช่น ความเป็นกรด- เบส การเกิดสนิม   เป็นต้น

ในชีวิตประจำวันของเราจึงมีความจำเป็นต้องใช้สารต่าง ๆ ทั้งเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต ในรูปปัจจัยสี่ คือสารเป็นแหล่งอาหาร เราใช้สารเป็นเครื่องใช้ไม้สอยในการสร้างที่อยู่อาศัย และเครื่องอำนวยความสะดวกเราใช้สารพวกเส้นใยมาผลิตสิ่งทอใช้เป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค อุปกรณ์  เวชภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการป้องกันโรค บำบัดรักษาโรค ล้วนแต่เป็นสาร ทั้งสิ้น

เรื่องที่ 2 ความจำเป็นที่ต้องใช้สารเคมี

สารในชีวิตประจำวัน

ในชีวิตประจำวัน เราจะต้องเกี่ยวข้องกับสารหลายชนิด ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน สารที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะมีสารเคมีเป็นองค์ประกอบ สารแต่ละชนิดมีสมบัติหลายประการและนำมาใช้ประโยชน์แตกต่างกันเราต้องจำแนกประเภทของสาร เพื่อความสะดวกใน การศึกษาและการนำไปใช้

 

ประเภทของสารในชีวิตประจำวัน

1. สารปรุงแต่งอาหาร หมายถึง สารที่เติมลงไปในอาหารเพื่อให้น่ารับประทาน สาร เหล่านั้นจะไปเพิ่มสี รส กลิ่นของอาหาร รวมไปถึงการใส่วิตามินใส่ผงชูรสใส่เครื่องเทศด้วย เช่น น้ำตาลให้รสหวาน เกลือน้ำปลา ให้รสเค็ม น้ำส้มสายชูน้ำมะนาว ให้รสเปรี้ยว

 

เกร็ดความรู้รอบตัว++<a href=



2. สารที่ใช้ทำความสะอาด หมายถึง สารที่มีคุณสมบัติในการชำระสิ่งสกปรก ใช้ในการการดูแลรักษาสภาพของร่างกาย เสื้อผ้า นอกจากนั้นยังช่วยให้เครื่องใช้และเครื่อง สุขภัณฑ์อยู่ในสภาพดีมีความทนทาน

อันตรายจากน้ำยาและสารเคมีที่ใช้ในบ้าน

 

3. สารที่ใช้เป็นเครื่องสำอาง หมายถึง วัตถุที่มุ่งหมายเอาไว้ทา ถูนวด โรย พ่น หยอด ใส่อบุหรือกี่ระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด ความสวยงามหรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม ตลอดทั้งเครื่องประทินผิวต่าง ๆ ด้วยรวมทั้งวัตถุที่ใช้เป็น ส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับและเครื่องแต่งตัว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ร่างกายภายนอก

 

<a href=



4. สารที่ใช้เป็นยา หมายถึง สารหรือผู้ลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกาย หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของขบวนการทางพยาธิวิทยา ซึ่งทำให้เกิดโรคทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับยานั้น

สารที่ถูกจัดให้เป็นยาควรมีประโยชน์ในการใช้โดยมีหลัก ใหญ่ 3 ประการคือ

1. ใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคให้หายขาด 

2. ใช้ประโยชน์ในการควบคุมโรคหรือบรรเทาอาการ

3. ใช้ประโยชน์ในการป้องกันโรค

นอกจากนี้ยายังมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรค เช่น การทดสอบภาวะการณ์ตั้งครรภ์  โดยการใช้วิธีการตรวจสอบฮอร์โมนที่ชื่อว่าเอสโตรเจน (Estrogens) และการทดสอบการทำงานของระบบควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมองและต่อมหมวกไตโดยใช้ยาชื่อคอร์ติซอล (Cortisol)

 

เลิกพฤติกรรมการใช้ยาฟุ่มเฟือยกันเถอะ (2 เม.ย. 62) - สำนักงานเขตทวีวัฒนา

5.สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร แบ่งเป็น 2 ประเภท คือสารเคมีที่ใช้ในการเพิ่มผลผลิต และสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช

5.1 สารเคมีที่ใช้ในการเพิ่มผลผลิตสารเคมีที่ใช้ในการเพิ่มผลผลิตคอวัสดุใดก็ตามที่เราใส่ลงไปในดินไม่ว่าในทางใด โดยวัสดุนั้นมีธาตุอาหารจำเป็นสำหรับพืช ซึ่งพืชสามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้เราเรียกว่า “ปุย” 

5.2 สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช หมายถึง สารเคมีหรือส่วนผสมของสารใด ๆ ก็ตามที่ใช้       ป้องกัน กำจัด ทำลาย หรือขับไล่ศัตรูพืช

<a href= สารกำจัดแมลง เอส-85 ปลอดภัยต่อพืชและผู้ใช้-ทำร้ายเฉพาะแมลงศัตรูพืช

คุณสมบัติของสารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แบ่งตามคุณสมบัติได้ 3 ประเภทได้แก่

1. สารที่มีความเป็นกลาง เช่น น้ำ น้ำเชื้อม 

2. สารที่มีความเป็นกรด เช่น น้ำมะนาว น้ำส้มสายชูน้ำอัดลม น้ำยาล้างห้องน้ำ 

3. สารที่มีสมบัติเป็นเบส เช่น น้ำปูนใส น้ำสบู่ น้ำยาเช็ดกระจก

ค่า pH ในน้ำ คืออะไร ทำไมต้องวัด? - INDUSTRYPRO

 

การหาค่าความเป็นกรด-เบส (Potential of Hydrogen ion  : pH) 

 การหาค่าความเป็นกรดความเป็นเบสของสารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวันสามารถทดสอบ การเปลี่ยนสีของ กระดาษลิตมัส ยูนิเวอร์ซลอินดิเคเตอร์และสารละลายฟีนอล์ฟธาลีน ดังแสดงในตาราง

ผลการเปลี่ยนแปลงเมื่อทดสอบความเป็นกรด-เบสของสารเคมีในชีวิตประจำวัน

กระดาษลิตมัส

ยูนิเวอร์ซลอินดิเคเตอร

สารละลายฟีนอล์ฟธาลีน

กรด (acid)

     เมื่อทดสอบด้วยกระดาษ ลิตมัสสีน้ำเงินจะเปลี่ยนจากสี น้ำเงินเปินสีแดง

    เมื่อทดสอบด้วยกระดาษ ลิตมัสสีแดงจะไม่เปลี่ยนสี

เบส Base

    เมื่อทดสอบด้วยกระดาษ ลิตมัสสีแดงจะเปลี่ยนจากสีแดง เปินสีน้ำ  เงิน

    เมื่อทดสอบด้วยกระดาษลิตมัสสี

น้ำเงินจะไม่เปลี่ยนสี

กลาง

กระดาษลิตมัสทั้งสองสี ไม่เปลี่ยนแปลง

    การตรวจสอบด้วยยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์ จะ สามารถบอกค่าความเป็น กรด-เบส (pH) ได้ดังนี้

   -ค่า pH น้อยกว่า 7 เป็นกรด 

   -ค่า pH มากกว่า 7 เป็นเบส

   -ค่า pH เท่ากับ 7 เป็นกลาง

กรด (acid)

    สารละลายฟนอลฟธาลีน เป็นสีใสหรือไม่เปลี่ยนสี

เบส Base

    สารละลายฟนอลฟธาลีน เปลี่ยนเป็นสีชมพูมวง

 

เรื่องที่ 3 การใช้สารเคมีที่ถูกต้องและปลอดภัย

หลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการใช้สารเคัมอยางปลอดภัย มีหลักสำคัญ ดังนี้   

1. การจัดเก็บ ต้องจัดเก็บให้ถูกต้องเหมาะสมกับสมบูติของสารนั้น การจัดเก็บต้องเป็น สัดส่วน สารไวไฟต้องเก็บในขวดที่ปิดมิดชิด อากาศแห้งเย็น ห่างจากประกายไฟแหล่งความรู้อน สารพิษและสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนต้องเก็บแยกต่างหากมีป้ายบอกที่เก็บเป็นสัดส่วนชัดเจนไม่จัดเก็บปะปนกับวัตถุดิบที่นำมาใช้ในกระบวนการปรุงอาหารที่สำคัญที่สุด ต้องเก็บให้ห่าง จากมือเด็ก เด็กต้องไม่สามารถนำออกมาได้

2. ฉลาก รู้จักฉลากและใส่ใจในการอ่านฉลากอย่างละเอียดก่อนนำมาใช้เนื่องจาก ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านส่วนใหญ่เป็นสารที่มีพิษให้โทษรุนแรงในระดับต่างกันก่อนนำมาใช้ จึงต้อง อ่านฉลากให้เข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำที่ผู้ผลิตระบุไว้ที่ฉลากอย่างเคร่งครัดตัวอย่างคำอธิบายในฉลาก เช่น

- อันตราย (DANGER) แสดงให้เห็นว่าควรใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นี้เป็นพิเศษสารเคมีที่ไม่ได้ถูกทำให้เจือจางเมื่อสัมผัสถูกกับตาหรือผู้วหนังโดยไม่ได้ตั้งใจอาจ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นถูกกัดทำลาย หรือสารบางอย่างอาจติดไฟได้ถ้าสัมผัสกับเปลวไฟ

- สารพิษ (POISON) คือสารที่ทำให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสียชีวิตถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังรับประทาน หรือสูดดมคำนี้เป็นี้เป็นข้อเตือนถึงอันตรายที่รุนแรงที่สุด

- เป็นพิษ (TOXIC) หมายถึง เป็นอันตรายทำให้อวัยวะต่างๆ ทำหน้าที่ผิดปกติไปหรือทำให้เสียชีวิตได้ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังรับประทาน หรือสูดดม

- สารก่อความระคายเคือง (IRRITANT) หมายถึง สารที่ทำให้เกิดความระคายเคืองหรืออาการบวมต่อผิวหนังตาเยื่อบุและระบบทางเดินหายใจ

- ติดไฟได้ (FLAMMABLE) หมายถึง สามารถติดไฟได้ง่าย และมีแนวโน้มที่จะเผาไหม้ ได้อย่างรวดเร็ว

- สารกัดกร่อน (CORROSIVE) หมายถึง สารเคมีหรือไอระเหยของสารเคมีนั้นสามารถ ทำให้วัสดุถูกกัดกร่อนผุหรือสิ่งมีชีวิตถูกทำลายได้

3. ซื้อมาเก็บเท่าที่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องมากก็ตุนไว้จำนวนมากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่มี ความจำเป็นต้องนำมาเก็บสำรองในปริมาณมาก การสำรองเท่ากับเป็นการนำสารพิษมาเก็บไว้ โดยไม่ตั้งใจนอกจากนี้ยังต้องหมั่นตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์มีสมบัติเปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ซื้อ มาใหม่หรือไม่ เช่น สี กลิ่น เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจจะหมดอายุหรือหมดสภาพจำเป็นต้องนำไป ทิ้งหรือทำลายด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

4. ไม่เก็บสารเคมีปะปนกับอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากสารเคมีอาจหก หรือมีไอระเหย ทำให้ปนเปื้อนกับอาหารได้ และเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์สารเคมีเสร็จแล้วควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง

5. การทิ้งภาชนะบรรจุหรือผู้ลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ ต้องคำนึงเสมอว่าภาชนะบรรจุหรือผู้ลิตภัณฑ์ที่หมดอายุที่จำเป็นต้องทิ้ง อาจก่อให้เกิดพิษต่อสิ่งแวดล้อมการทิ้งขยะจากผลิตภัณฑ์  เหล่านี้ต้องแยกและนำทิ้งในระบบการจัดเก็บขยะมีพิษของเทศบาลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากไม่มีจำเป็นต้องฝังกลบหรือทำลายให้ดูคำแนะนำในฉลากและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

6. หลักปลอดภัยสูงสุดในขณะใช้ ต้องคำนึงไว้เสมอว่าสารเคมีทุกอย่างมีพิษแม้จะ มั่นใจว่ามีพิษต่าก็ให้ปฏิบัติเสมือนสารเคมีที่มีพิษสูงเพื่อความปลอดภัยการหยิบจับต้องใช้ถุงมือมีเสื้อคลุมกันเปื้อนใช้ผ้าปิดจมูก (mask) สวมแว่นตากันสารเคมี (Goggle) หากสัมผัสสูดดม เอาไอระเหย หรือเผลอกลืนกินเข้าไปให้ดูวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากฉลาก และรีบนำไป พบแพทย์ทันทีโดยนำภาชนะผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากติดตัวไปด้วย

 

เรื่องที่ 4 ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมี

การใช้สารเคมีในปริมาณมากเมื่อสารเคมีนั้นถูกนำมาใช้แล้วหรือส่วนที่เหลือจากการใช้ ย่อมกลายเป็นขยะหรือของเสียซึ่งโดยธรรมชาติจำเป็นต้องมีการย่อยสลาย หรือต้องมีการบำบัด เพื่อเปลี่ยนเป็นสารที่ไม่มีพิษหรือมีพิษน้อยลง การกำจัดสารเคมีที่เหลือใช้นั้นต้องมีวิธีการกำจัด อย่างเหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากสารแต่ละชนิดมีพิษต่อสิ่งแวดล้อมในระดับต่างกัน หากไม่ สามารถกำจัดได้อย่างเหมาะสมแล้วอาจตกค้างในสิ่งแวดล้อมซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อคน สัตว์  ระบบนิเวศได้

1. ผลกระทบของของเสียที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

1. ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สารโลหะหนัก หรือสารเคมีที่เจือปนอยู่ในของ เสีย ที่เป็นอัน

ตราย นอกจากจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์แล้วยังเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทั้งพืชและสัตว์ทำให้เจ็บป่วยและตายได้เช่นกัน หรือถ้าได้รับสารเหล่านั้นในปริมาณไม่มาก พอที่จะทำให้เกิดอาการอย่างเฉียบพลัน ก็อาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างของโครโมโซมทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม นอกจากนี้การสะสมของสารพิษไว้ในพืชหรือสัตว์แล้วถ่ายทอด ไป ตามห่วงโซ่อาหาร ในที่สุดอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ซึ่งนำพืชและสัตว์ดังกล่าวมาบริโภค

2. ทำให้เกิดผลเสียหายต่อทรัพย์สินและสังคม เช่น เกิดไฟไหม้ เกิดการกัดกร่อนเสียหายของวัสดุ เกิดความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมทำให้เกิด ปัญหาทางสังคมด้วย

2. ผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ 

ปัจจัยที่ทำให้สารเคมีมีผลต่อสุขภาพของคน จากการศึกษาของ Dr.Helen Marphy ผู้เชี่ยวชาญทาง  ด้านพิษวิทยาประเทศอินโดนีเซีย พบว่าปัจจัยที่มีความเสี่ยงของสุขภาพของคนอันดับต้น ๆ คือ

1. เกษตรกรใช้สารเคมีชนิดที่องค์การWHO จำแนกไว้ในกลุ่มที่มีพิษร้ายแรงยิ่ง (Extremely toxic) และมีพิษร้ายแรงมาก (Very Highly toxic) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงทำให้เกิด การเจ็บป่วยแก่เกษตรกร ซึ่งใช้สารพิษ 

2. การผสมสารเคมีหลายชนิดฉีดพ่นในครั้งเดียวกัน ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำให้เกิดความเข้มข้นสูงเกิดการแปรสภาพโครงสร้างของสารเคมี เมื่อเกิดการเจ็บป่วยแพทย์ไม่สามารถรักษาคนไข้ได้เนื่องจากไม่มียารักษาโดยตรง ทำให้คนไข้มโอกาสเสียชีวิตสูง

3. ความถี่ของการฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งหมายถึง จำนวนครั้งที่เกษตรกรฉีดพ่น เมื่อฉีด พ่นบ่อยโอกาสที่จะสัมผัสสารเคมีก็เป็นไปตามจำนวนครั้งทีฉีดพ่นทำให้ผู้ฉีดพ่นได้รับสารเคมี ในปริมาณที่มากสะสมในร่างกาย และผลผลิตทางการเกษตร

4. การสัมผัสสารเคมีของร่างกายผู้ฉีดพ่น บริเวณผิวหนังเป็นพื้นที่ที่มากที่สุดของ ร่างกาย หากผู้ฉีดพ่นสารเคมีไม่มีการป้องกัน หรือเสื้อผ้าที่เปียกสารเคมี โดยเฉพาะบริเวณที่มือและขาของผู้ฉีดพ่นทำให้มีความเสี่ยงสูง เพราะสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชถูกผลิตมาให้ทำลายแมลงโดยการทะลุทะลวงหรือดูดซึมเข้าทางผิวหนังของแมลง รวมทั้งให้แมลงกินแล้วตาย

ดังนั้น ผิวหนังของคนที่มีความอ่อนนุ่มกว้าผิวหนังของแมลงง่ายต่อการดูดซึมเข้าไป ทางต่อมเหงื่อนอกเหนือจากการสูดละอองเข้าทางจมูกโดยตรง จึงทำให้มีความเสี่ยงอันตราย มากกว่าแมลงมากมาย

5. พฤติกรรมการเก็บสารเคมี และทำลายภาชนะบรรจุไม่ถูกต้องทำให้อันตรายต่อผู้อยู่อาศัยโดยเฉพาะเด็ก ๆ และสัตว์เลี้ยง

6. ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง การสัมผัสหรือเกี่ยวข้องกับ ของเสียที่เป็นอันตรายซึ่งประกอบด้วยสารพิษที่เป็นสารก่อมะเร็ง อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับสารเหล่านั้น  เป็นเวลาติดต่อกันนาน อาทิ การหายใจเอาอากาศที่มีสารพิษ เข้าไป กินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมีพวกยาฆ่าแมลง

7. ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่น การที่ได้รับสารเคมีหรือสารโลหะหนกับาง ชนิดเข้าไปในร่างกาย อาจทำให้เจ็บป่วยเป็นโรคต่าง ๆ จนอาจถึงตายได้ เช่น โรคทางสมองหรือทางประสาท หรือโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย ตัวอย่างของโรคที่เกิดจากการจัดการของเสียที่เป็นอันตรายอย่างไม่ถูกต้อง เช่น โรคมินามาตะซึ่งเกิดจากสารปรอท โรคอิไตอิไต ซึ่งเกิดจากสารแคดเมียมและโรคแพ้พิษสารตะกั่ว   เป็นต้น