บทที่ 5

หลักการใช้ภาษา

เรื่องที่ 1 ธรรมชาติของภาษา

  ภาษา หมายถึง เครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสาร สื่อความหมายให้มีความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดีหรือถ่ายทอดความรู้ระหว่าง บุคคล หรือกลุ่มบุคคลหรือสาธารณชนไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ตลอดจนสัญลักษณ์ต่าง ๆ

ความสำคัญของภาษา

  1. ภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร

  2. ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ความคิด และความบันเทิง

  3. ภาษาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ

  4. ภาษาเป็นเครื่องมือในการปกครองและการอยู่ร่วมกันในสงคม

  5. ภาษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดเชื่อมโยงวัฒนธรรมประเพณีจากรุ่นสู่รุ่นให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทย

ธรรมชาติของภาษา

  1. ภาษาใช้เสียงสื่อความหมาย ธรรมชาติของภาษาทุกภาษาจะใช้เสียงในการสื่อความหมายทั้งสิ้น เช่น ปา ป่า ป้า

  ปา หมายถึง อาการที่ขว้างของออกไปจากมือไปยังเป้าหมายข้างหน้า เช่น ปาเป้า

  ป่า หมายถึง พื้นที่ที่มีต้นไม้อยู่จำนวนมาก

  ป้า หมายถึง พี่สาวของพ่อหรือแม่

  2. ภาษาเกิดจากการรวมหน่วยเล็ก ๆ เป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้น ตัวอย่างเช่น ภาษาไทยเมื่อร่วมพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์จะเป็นคำคำมากกว่าหนึ่งคำ เป็นวลี จากคำหลายคำหรือวลีหลายวลีรวมกั้นี้เป็นประโยค

  3. ภาษามีการเปลี่ยนแปลงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงมีดังนี้   

  3.1 จากการพูดในชีวิตประจำวัน เช่น สู้จนเย็บตา เป็น สู้จนยิบตา อย่างนี้ เป็นอย่างงี้

  3.2 อิทธิพลของภาษาอื่น เช่น โอเค เจ๊ง ฮัลโหล

3.3 ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ภาษาจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและใช้อยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเรียกว่า คำแสลง เช่น เอ๊าะเอ๊าะ กระจอก เรียบร้อยโรงเรียนจีน ซ่า เว่อ

 

เรื่องที่ 2 ถ้อยคำสำนวน คำพังเพย สุภาษิต

  ถ้อยคำสำนวน หมายถึง ถ้อยคำที่นำมาเรียบเรียงใหม่เกิดความหมายใหม่ขึ้นที่ไม่ใช้ความหมายโดยตรงแต่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ทันที่เช่น ปากหวาน ใจใหญ่ ใจ๋กว้าง แม่พระ พ่อพระ

 สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงและใช้กันอย่างแพร่หลาย เข้าใจความหมายได้ทันที่เช่น ปากหวาน ใจอ่อน ใจแข็ง ใจง่าย มือเบา

ลักษณะของสำนวนไทย มี 5 ลักษณะคือ

  1. สำนวนไทยมีความหมายโดยนัย เช่น กินดิบ - ชนะโดยง่ายดาย กินโต๊ะ – รุมทำร้าย กินหญ้า - โง่ไม่มีความคิด

  2. สำนวนไทยมีความหมายให้ตีความอยู่ในตัว เช่น เกลือเปืนหนอน กินปูนร้อนทอง ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ไกลปันเที่ยง

  3. สำนวนไทยมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบหรือคำอุปมา เช่น แข็งเหมือนเพชร ชายข้าวเปลือกหญิงข้าวสาร ใจดำเหมือนอีกา

  4. สำนวนไทยมีลักษณะคำคมหรือคำกล่าว เช่น ซื่อกินไม่หมดคดกินไม่นาน หาเช้ากินค่ำรักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ

  5. สำนวนไทยที่มีเสียงสัมผัสคล้องจองกัน เช่น ข้าวแดงแกงร้อน ประจบประแจงเก็บหอมรอมริบ

 

เรื่องที่ 3 ลักษณะของประโยคในภาษาไทย

  ลักษณะของภาษาไทยหน่วยที่เล็กที่สุด คือพยางค์  คำวลี และประโยค

พยางค์  หมายถึง หน่วยที่เล็กที่สุดในภาษาไทยที่ออกเสียงออกมาครั้งหนึ่งจะมีความหมาย หรือไม่ก็ได้ เช่น กิ ฉัน ปา เออ 

คำ หมายถึง หน่วยในภาษาไทยที่มีความหมายในตัวจะมีกี่พยางค์ก็ได้ เช่น

มะละกอ 1 คำมี 3 พยางค์  หมายถึง ผลไม้ชนิดหนึ่ง

  มูลค่า 1 คำมี 3 พยางค์  หมายถึง ราคา

  สมัย 1 คำมี 2 พยางค์  หมายถึง ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

วลี หมายถึง กลุ่มคำที่มีคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมาร่วมกันที่มีความหมายแต่ยังไม่เป็นประโยค

  เชนิดอกมะลิ เป็น 1 วลี มี 2 คำคือดอกและมะลิ มี 3พยางค์ 

  ชายหาดแม่รำพึง เป็น 1 วลี มี 4 คำคือชาย หาด แม่ รำพึง และมี 5 พยางค์ 

ประโยค หมายถึง กลุ่มคำที่นำมาเรียงแล้วมีความหมายว่าใครทำอะไร โดยประโยคจะมี 2 ส่วน คือ ภาคประธานและภาคกริยา เช่น ฉันทำงาน ฉันเป็นภาคประธาน ทำงาน เป็น ภาคกริยา

 

เรื่องที่ 4 คำสุภาพและคำราชาศัพท์ 

  ภาษาไทยเป็นภาษาที่ระดับในการใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล สถานการณ์  เวลา สถานที่ในสองลักษณะคือคำสุภาพ และคำราชาศัพท์ คำสุภาพ เป็นภาษาระดับกลางที่ใช้ได้กับบุคคลทั่วไป ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้   

  1. ใช้ภาษาหนังสือในการพูด แทนบุคคลใกล้ชิดในครอบครัวเช่น บิดา มารดา ให้แทน คำว่า พ่อแม่ สามี - ภรรยา แทน ผัว - เมีย บุตร แทน ลูก

  2. ใช้คำสุภาพที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตทั่ว ๆ ไป เช่น กิน เป็นรับประทานแทน ใช้ชีวิต เป็นดำเนินชีวิต

  3. ใช้คำสุภาพให้ติดปากในการสนทนาทั่ว ๆ ไป เช่น หัว เป็น ศีรษะ ตีน เป็น เท้า

  4. ใช้คำลงท้ายประโยคด้วยคำตอบรับ คำทักทาย ค่ะ ครับ สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ คำขอโทษ คำขอบคุณ ตามความเหมาะสมกับโอกาสและสถานการณ์อยู่เสมอ

  5. หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่จะทำให้ผู้ฟังไม่สบายใจ การใช้ภาษาแสลง คำพูดสองแง่สองง่าม คำกระทบกระเทียบเปรียบเปรย

  6. ใช้คำสุภาพทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียนให้ถูกต้อง เพราะในภาษาพูดและภาษาเขียนบางครั้งใช้ไม่เหมือนกัน

 

เรื่องที่ 5 เครื่องหมายวรรคตอน

  เครื่องหมายวรรคตอน หมายถึง เครื่องหมายสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียนหนังสือเพื่อสื่อความหมายให้เข้าใจตรงกันกับผู้ที่อ่านงานเขียนนั้น ๆ ซึ่งในที่นี้จะขอนำเสนอเฉพาะเครื่องหมายที่ใช้ในปัจจุบันเท่านั้น ดังนี้   

ฯ เรียกว่า ไปยาลน้อย ใช้เขียนไว้ข้างหลังคำที่รู้กันโดยทั่วไปแทนคำเต็ม เช่น กรุงเทพฯ คำเต็มคือกรุงเทพมหานครจุฬาฯคำเต็มคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ฯลฯ เรียกว่า ไปยาลใหญ่ ใช้เขียนไว้ข้างหลังคำในกลุ่มเดียวกันพวกเดียวกันที่นำมาเพียง

 ตัวอย่างเท่านั้น หมายความว่ายังมีอีกมาก เช่น พืชผักสวนครัวมีมากมาย เช่น พริกมะเขือ ตำลึงฯลฯ

; เรียกว่าอัฒภาคหรือจุดครึ่งใช้คั่นคำหรือประโยคเล็ก ๆ ที่ขนานกันในภาษาไทยไม่ นิยมใช้มีที่ใช้อยู่ในพจนานุกรมดังนี้  (ป.วตต  ;  ส.วตร)แปลว่าบาลี ใช้วัตต สันสกฤต ใช้วัตร

. เรียกว่า มหัพภาค หรือจุด ใช้เขียนไว้ข้างหลังตัวอักษร หรือตัวเลข เช่น 05.00 น. พ.ศ.

 ม.ค. ม.ร.ว. คบ. สส.

  : เรียกว่า จุดคู่ ใช้หลังข้อความที่จะมีตัวอย่างหรือคำชี้แจงเพิ่มเติม เช่น พันธุ์   : พวงมาลัยวงค์วาน เผ่าพันธุ์  พันธุ์พืช

? เรียกว่า ปรัศนีหรือเครื่องงหมายคำถามใช้เขียนไว้ข้างหลังประโยคคำถาม เช่น คุณจะไปไหน  ?  ทำไม่ไมไปโรงเรียน  ?

!  เรียกว่า อัศเจรีย์  หรือเครื่องงหมายตกใจ ใช้เขียนไว้ข้างหลังคำอุทาน หรือข้อความที่แสดงเหตุการณ์ที่น่าตกใจ เช่นอุ๊ย! ตายแล้ว! ไฟไหม้!อินจัจงอินจจา!

( ) เรียกว่า นขิลขิต หรือวงเล็บ ใช้สำหรับโจทย์คณิตศาสตร์ให้ทำในวงเล็บก่อน ถ้าใช้สำหรับภาษาไทยจะเป็นการขยายความเพิ่มเติม เช่น โรงเรียนบ้านมะขาม (สาครมะขามราษฎร๎)

{ } เรียกว่า วงเล็บปีกกา ใช้สำหรับจัดหมวดหมู่ของคำหรือประโยค โดยจะใช้ทั้งข้างหน้าหรือข้างหลังหรือใช้เพียงข้างเดียวก็ได้ ดังนี้   

01

_____ เรียกว่า สัญประกาศ หรือขีดเส้นใต้ เพื่อใช้เน้นข้อความให้ผู้อ่านได้สังเกตได้ชัดเจน มากกว่าข้อความปกติอื่น ๆ เช่น ในข้อสอบที่เป็นคำถามปฏิเสธ ดังนี้   ข้อใดไม่เข้าพวก

  “” เรียกว่า อัญประกาศ หรือเครื่องงหมายคำพูดใช้เพื่อกำกับข้อความที่ต้องการเน้น เป็นความคิดหรือคำพูดในการสนทนา เช่น คำว่า “สมาธิ” สำคัญมากซึ่งจะต้องใช้คู่กับคำว่า “สติ” อยู่เสมอ

” เรียกว่า บุพสัญญาใช้เขียนคำที่อยู่ข้างบนที่เหมือนกัน โดยไม่ต้องเขียนคำนั้นซ้ำบ่อย ๆ

เช่น 

ส้มราคา กิโลกรัมละ 50 บาท

ฝรั่ง       ” 40 บาท

องุ่น       ” 100 บาท

- เรียกว่า ยติภังค์  หรือยติภังค์  หรือขีดสั้น ใช้เขียนระหว่างคำที่ท้ายบรรทัดีหรือเขียนแยกคำอ่าน เช่นสมมุติอ่านว่าสม- มุด

= เรียกว่า เสมอภาค หรือสมพล หรือเครื่องงหมายเท่ากับ ใช้เขียนระหว่างคำหรือข้อความหรือตัวเลขว่าข้างหน้าและข้างหลังเครื่องหมายมีความเท่ากัน เช่น 3 + 4 = 7 สตรี  =  เพศหญิง

ๆ เรียกว่า ไม้ยมกใช้เขียนไว้ข้างหลังคำหรือข้อความเพื่อให้อ่านออกเสียงซ้ำคำหรือข้อความนั้น

เช่นอะไร ๆ ที่ดีไปหมด ทำอะไรระวัง ๆ หน่อยนะ