บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ความเป็นมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

         รัฐธรรมนูญ (Constitution) หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองรัฐ ถ้าแปลตามความคำ จะหมายถึงการปกครองรัฐอย่างถูกต้องเป็นธรรม (รัฐ + ธรรม + มนูญ)ในความหมายอย่างแคบ “รัฐธรรมนูญ” ต้องมีลักษณะเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่ใช่สิ่งเดียวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constitutional Low) “เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ” มีความหมายกว้างกว่าและจะเป็นรูปแบบลายลักษณ์อักษรหรือจารีตประเพณีก็ได้สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกๆ ที่ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาในภาษาของประเทศทั้งสอง คำว่า รัฐธรรมนูญ ต่างใช้คำว่า (Constitution ซึ่งแปลว่า การสถาปนา หรือการจัดตั้ง ซึ่งหมายถึงการสถาปนาหรือการจัดตั้งรัฐนั่นเอง โดยทั้งสองประเทศมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ประเทศอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่จารีตประเพณีหรือ “ธรรมเนียมทางการปกครอง” ที่กระจายอยู่ตามกฎหมาย คำพิพากษาต่างๆ รวมทั้งธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมา จนกลายเป็นจารีตประเพณี ซึ่งถือเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่สืบทอดมาจากประวัติศาสตร์ของชาตินั่นเอง

(ที่มา http://www.sale2thai.com/constiution.htm 13 # <เมื่อวันที่ 11 กมภาพันธ์ 2552>)

โครงสร้างและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญทั้ง 18 ฉบับ มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับจากการศึกษาพบว่ามีโครงสร้างและ สาระสำคัญที่บัญญัติไว้ ดังนี้

1) ประมุขแห่งรัฐ ส่วนนี้จะระบุถึงองค์พระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจของพระองค์ การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ และการสืบราชสันตติวงศ์

2) ระบอบการปกครอง ส่วนนี้จะระบุรูปแบบของรัฐและลักษณะการปกครองไว้กล่าวคือ ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว และมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

3) สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และหน้าที่ ส่วนนี้รัฐธรรมนูญระบุไว้โดยในส่วนของสิทธิ เช่น ลัทธิ เช่น สิทธิในการศึกษา สิทธิในการรักษาพยาบาล เป็นต้นในส่วนของความเสมอภาค เช่น การไม่เลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเชื้อชาติสีผิว รายได้ และสภาพร่างกาย เป็นต้น ในส่วนของหน้าที่ เช่นประชาชนมีหน้าที่ต้องไปเลือกตั้ง มีหน้าที่ต้องเสียภาษีและมีหน้าที่ต้องรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นต้น

4) แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนนี้จะระบุแนวนโยบายที่จะทำให้ประเทศมีความมั่นคง มีความเจริญเติบโต มีสันติสุข และประชาชนมีมาตรฐานการครองชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น การรักษาธรรมชาติ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม เป็นต้น

5) อำนาจอธิปไตย ส่วนนี้จะกำหนดสถาบันที่ใช้อำนาจอธิปไตย ได้แก่ ฝ่ายบริหารฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทั้งสามสถาบัน

6) การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนนี้จะระบุกลไกที่ใช้สำหรับตรวจสอบการทำงานของรัฐเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความบริสุทธิ์ยุติธรรม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นต้น

หน้าที่ของประชาชนในหมวด 4 ของรัฐธรรมนูญไทย

1. บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้(มาตรา 70)

2. บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย (มาตรา 71)

3. บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไปใช้สิทธิหรือไม่ไปใช้สิทธิโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิได้ ย่อมได้รับสิทธิหรือเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ การแจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งและการอำนวยความสะดวกใ นการไปเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 72) 

4. บุคคลมีหน้าที่รับราชการทหาร ช่วยเหลือในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติสาธารณะ เสียภาษีอากร ช่วยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ์ ปกป้องและสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น และอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 73)

5. บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม อำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง (มาตรา 74)