บทที่ 11
สารเคมีกับชีวิตสิ่งแวดล้อม
เรื่องที่ 1 ความสำคัญของสารเคมีกับชีวิตและสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อม คือทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรม (จับต้องมองเห็นได้) และนามธรรม (วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ) มีอิทธิพลเกี่ยวโยง ถึงกั้นี้เป็นปัจจัยในการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผลกระทบจากปัจจัยหนึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างหรือทำลาย อีกส่วนหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงมิได้สิ่งแวดล้อมเป็นวงจร และวัฏจักรที่เกี่ยวข้องกันไปทั้ง ระบบ
สิ่งแวดล้อม แบ่งออกเป็นลักษณะกว้าง ๆ ได้ 2 ส่วน คือ
1. สิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ภูเขา ดิน น้ำอากาศ ทรัพยากร
2. สิ่งแวดล้อมมนุษย์สร้างขึ้น เช่น ชุมชนเมืองสิ่งก่อสร้างโบราณีสถาน ศิลปกรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม
มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
มนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างแนบแน่น ในอดีตปัญหาเรื่องความสมดุล ของธรรมชาติดตามระบบนิเวศยังไม่เกิดขึ้นมากนักเนื่องจากผู้คนในยุคนั้นมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านธรรมชาติ และสภาวะแวดล้อมเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้ธรรมชาติสามารถปรับสมดุลของตัวเองได้ แต่ปัจจุบันนี้ได้มีปัญหา อย่างรุนแรงด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในบางส่วนของโลกและปัญหาดังกล่าวก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ในทุกประเทศ ดังนี้
1. ปัญหาทางด้านภาวะมลพิษทางน้ำ
2. ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมสลายและหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ พืชสัตว์ ทั้งที่เป็นอาหารและการอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษา
3.ปัญหาที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมนุษย์ เช่น การวางผังเมืองและชุมชน ไม่ถูกต้องทำให้เกิดการแออัด การใช้ทรัพยากรผิดประเภทและเกิดปัญหาจากของเหลือทิ้งพวก ขยะมูลฝอย
สสาร หมายถึง สิ่งที่มีมวล ต้องการที่อยู่ และสามารถสัมผัสได้ หรืออาจหมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา มีตัวตนต้องการที่อยู่สัมผัสได้อาจมองเห็น หรือมองไม่เห็นก็ได้ เช่น อากาศ ดิน น้ำ เป็นต้น
สาร หมายถึง สสารที่ทราบสมบูติ หรือสสารที่จะศึกษาเป็นสสารที่เฉพาะเจาะจง
สมบัติของสาร หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัวของสาร เช่น เนื้อสาร สี กลิ่น รส การนำไฟฟ้า การละลายน้ำจุดเดือด จุดหลอมเหลว ความเป็นกรด - เบส เป็นต้น
สมบัติของสารจำแนกได้ 2 ประเภท คือ
1. สมบัติทางกายภาพ เป็นสมบัติที่สังเกตได้จากลักษณะภายนอก หรือใช้ เครื่องมือง่าย ๆ ในการสังเกต ซึ่งเป็นสมบัติที่ไม่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมี เช่น สี กลิ่น รส สถานะ จุดเดือด ลักษณะ รูปผลึก ความหนาแนั้นการนำไฟฟ้า การละลาย จุดหลอมเหลว
2. สมบัติทางเคมี เป็นสมบัติที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างภายในของสาร เป็นสมบัติ ที่สังเกตได้เมื่อมปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น เช่น ความเป็นกรด- เบส การเกิดสนิม เป็นต้น
ในชีวิตประจำวันของเราจึงมีความจำเป็นต้องใช้สารต่าง ๆ ทั้งเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต ในรูปปัจจัยสี่ คือสารเป็นแหล่งอาหาร เราใช้สารเป็นเครื่องใช้ไม้สอยในการสร้างที่อยู่อาศัย และเครื่องอำนวยความสะดวกเราใช้สารพวกเส้นใยมาผลิตสิ่งทอใช้เป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการป้องกันโรค บำบัดรักษาโรค ล้วนแต่เป็นสาร ทั้งสิ้น
เรื่องที่ 2 ความจำเป็นที่ต้องใช้สารเคมี
สารในชีวิตประจำวัน
ในชีวิตประจำวัน เราจะต้องเกี่ยวข้องกับสารหลายชนิด ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน สารที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะมีสารเคมีเป็นองค์ประกอบ สารแต่ละชนิดมีสมบัติหลายประการและนำมาใช้ประโยชน์แตกต่างกันเราต้องจำแนกประเภทของสาร เพื่อความสะดวกใน การศึกษาและการนำไปใช้
ประเภทของสารในชีวิตประจำวัน
1. สารปรุงแต่งอาหาร หมายถึง สารที่เติมลงไปในอาหารเพื่อให้น่ารับประทาน สาร เหล่านั้นจะไปเพิ่มสี รส กลิ่นของอาหาร รวมไปถึงการใส่วิตามินใส่ผงชูรสใส่เครื่องเทศด้วย เช่น น้ำตาลให้รสหวาน เกลือน้ำปลา ให้รสเค็ม น้ำส้มสายชูน้ำมะนาว ให้รสเปรี้ยว
2. สารที่ใช้ทำความสะอาด หมายถึง สารที่มีคุณสมบัติในการชำระสิ่งสกปรก ใช้ในการการดูแลรักษาสภาพของร่างกาย เสื้อผ้า นอกจากนั้นยังช่วยให้เครื่องใช้และเครื่อง สุขภัณฑ์อยู่ในสภาพดีมีความทนทาน
3. สารที่ใช้เป็นเครื่องสำอาง หมายถึง วัตถุที่มุ่งหมายเอาไว้ทา ถูนวด โรย พ่น หยอด ใส่อบุหรือกี่ระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด ความสวยงามหรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม ตลอดทั้งเครื่องประทินผิวต่าง ๆ ด้วยรวมทั้งวัตถุที่ใช้เป็น ส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับและเครื่องแต่งตัว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ร่างกายภายนอก
4. สารที่ใช้เป็นยา หมายถึง สารหรือผู้ลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกาย หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของขบวนการทางพยาธิวิทยา ซึ่งทำให้เกิดโรคทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับยานั้น
สารที่ถูกจัดให้เป็นยาควรมีประโยชน์ในการใช้โดยมีหลัก ใหญ่ 3 ประการคือ
1. ใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคให้หายขาด
2. ใช้ประโยชน์ในการควบคุมโรคหรือบรรเทาอาการ
3. ใช้ประโยชน์ในการป้องกันโรค
นอกจากนี้ยายังมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรค เช่น การทดสอบภาวะการณ์ตั้งครรภ์ โดยการใช้วิธีการตรวจสอบฮอร์โมนที่ชื่อว่าเอสโตรเจน (Estrogens) และการทดสอบการทำงานของระบบควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมองและต่อมหมวกไตโดยใช้ยาชื่อคอร์ติซอล (Cortisol)
5.สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร แบ่งเป็น 2 ประเภท คือสารเคมีที่ใช้ในการเพิ่มผลผลิต และสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช
5.1 สารเคมีที่ใช้ในการเพิ่มผลผลิตสารเคมีที่ใช้ในการเพิ่มผลผลิตคอวัสดุใดก็ตามที่เราใส่ลงไปในดินไม่ว่าในทางใด โดยวัสดุนั้นมีธาตุอาหารจำเป็นสำหรับพืช ซึ่งพืชสามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้เราเรียกว่า “ปุย”
5.2 สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช หมายถึง สารเคมีหรือส่วนผสมของสารใด ๆ ก็ตามที่ใช้ ป้องกัน กำจัด ทำลาย หรือขับไล่ศัตรูพืช
คุณสมบัติของสารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แบ่งตามคุณสมบัติได้ 3 ประเภทได้แก่
1. สารที่มีความเป็นกลาง เช่น น้ำ น้ำเชื้อม
2. สารที่มีความเป็นกรด เช่น น้ำมะนาว น้ำส้มสายชูน้ำอัดลม น้ำยาล้างห้องน้ำ
3. สารที่มีสมบัติเป็นเบส เช่น น้ำปูนใส น้ำสบู่ น้ำยาเช็ดกระจก
การหาค่าความเป็นกรด-เบส (Potential of Hydrogen ion : pH)
การหาค่าความเป็นกรดความเป็นเบสของสารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวันสามารถทดสอบ การเปลี่ยนสีของ กระดาษลิตมัส ยูนิเวอร์ซลอินดิเคเตอร์และสารละลายฟีนอล์ฟธาลีน ดังแสดงในตาราง
|
ผลการเปลี่ยนแปลงเมื่อทดสอบความเป็นกรด-เบสของสารเคมีในชีวิตประจำวัน |
||
|
กระดาษลิตมัส |
ยูนิเวอร์ซลอินดิเคเตอร |
สารละลายฟีนอล์ฟธาลีน |
|
กรด (acid) เมื่อทดสอบด้วยกระดาษ ลิตมัสสีน้ำเงินจะเปลี่ยนจากสี น้ำเงินเปินสีแดง เมื่อทดสอบด้วยกระดาษ ลิตมัสสีแดงจะไม่เปลี่ยนสี เบส Base เมื่อทดสอบด้วยกระดาษ ลิตมัสสีแดงจะเปลี่ยนจากสีแดง เปินสีน้ำ เงิน เมื่อทดสอบด้วยกระดาษลิตมัสสี น้ำเงินจะไม่เปลี่ยนสี กลาง กระดาษลิตมัสทั้งสองสี ไม่เปลี่ยนแปลง |
การตรวจสอบด้วยยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์ จะ สามารถบอกค่าความเป็น กรด-เบส (pH) ได้ดังนี้ -ค่า pH น้อยกว่า 7 เป็นกรด -ค่า pH มากกว่า 7 เป็นเบส -ค่า pH เท่ากับ 7 เป็นกลาง |
กรด (acid) สารละลายฟนอลฟธาลีน เป็นสีใสหรือไม่เปลี่ยนสี เบส Base สารละลายฟนอลฟธาลีน เปลี่ยนเป็นสีชมพูมวง |
เรื่องที่ 3 การใช้สารเคมีที่ถูกต้องและปลอดภัย
หลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการใช้สารเคัมอยางปลอดภัย มีหลักสำคัญ ดังนี้
1. การจัดเก็บ ต้องจัดเก็บให้ถูกต้องเหมาะสมกับสมบูติของสารนั้น การจัดเก็บต้องเป็น สัดส่วน สารไวไฟต้องเก็บในขวดที่ปิดมิดชิด อากาศแห้งเย็น ห่างจากประกายไฟแหล่งความรู้อน สารพิษและสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนต้องเก็บแยกต่างหากมีป้ายบอกที่เก็บเป็นสัดส่วนชัดเจนไม่จัดเก็บปะปนกับวัตถุดิบที่นำมาใช้ในกระบวนการปรุงอาหารที่สำคัญที่สุด ต้องเก็บให้ห่าง จากมือเด็ก เด็กต้องไม่สามารถนำออกมาได้
2. ฉลาก รู้จักฉลากและใส่ใจในการอ่านฉลากอย่างละเอียดก่อนนำมาใช้เนื่องจาก ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านส่วนใหญ่เป็นสารที่มีพิษให้โทษรุนแรงในระดับต่างกันก่อนนำมาใช้ จึงต้อง อ่านฉลากให้เข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำที่ผู้ผลิตระบุไว้ที่ฉลากอย่างเคร่งครัดตัวอย่างคำอธิบายในฉลาก เช่น
- อันตราย (DANGER) แสดงให้เห็นว่าควรใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นี้เป็นพิเศษสารเคมีที่ไม่ได้ถูกทำให้เจือจางเมื่อสัมผัสถูกกับตาหรือผู้วหนังโดยไม่ได้ตั้งใจอาจ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นถูกกัดทำลาย หรือสารบางอย่างอาจติดไฟได้ถ้าสัมผัสกับเปลวไฟ
- สารพิษ (POISON) คือสารที่ทำให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสียชีวิตถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังรับประทาน หรือสูดดมคำนี้เป็นี้เป็นข้อเตือนถึงอันตรายที่รุนแรงที่สุด
- เป็นพิษ (TOXIC) หมายถึง เป็นอันตรายทำให้อวัยวะต่างๆ ทำหน้าที่ผิดปกติไปหรือทำให้เสียชีวิตได้ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังรับประทาน หรือสูดดม
- สารก่อความระคายเคือง (IRRITANT) หมายถึง สารที่ทำให้เกิดความระคายเคืองหรืออาการบวมต่อผิวหนังตาเยื่อบุและระบบทางเดินหายใจ
- ติดไฟได้ (FLAMMABLE) หมายถึง สามารถติดไฟได้ง่าย และมีแนวโน้มที่จะเผาไหม้ ได้อย่างรวดเร็ว
- สารกัดกร่อน (CORROSIVE) หมายถึง สารเคมีหรือไอระเหยของสารเคมีนั้นสามารถ ทำให้วัสดุถูกกัดกร่อนผุหรือสิ่งมีชีวิตถูกทำลายได้
3. ซื้อมาเก็บเท่าที่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องมากก็ตุนไว้จำนวนมากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่มี ความจำเป็นต้องนำมาเก็บสำรองในปริมาณมาก การสำรองเท่ากับเป็นการนำสารพิษมาเก็บไว้ โดยไม่ตั้งใจนอกจากนี้ยังต้องหมั่นตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์มีสมบัติเปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ซื้อ มาใหม่หรือไม่ เช่น สี กลิ่น เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจจะหมดอายุหรือหมดสภาพจำเป็นต้องนำไป ทิ้งหรือทำลายด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
4. ไม่เก็บสารเคมีปะปนกับอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากสารเคมีอาจหก หรือมีไอระเหย ทำให้ปนเปื้อนกับอาหารได้ และเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์สารเคมีเสร็จแล้วควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
5. การทิ้งภาชนะบรรจุหรือผู้ลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ ต้องคำนึงเสมอว่าภาชนะบรรจุหรือผู้ลิตภัณฑ์ที่หมดอายุที่จำเป็นต้องทิ้ง อาจก่อให้เกิดพิษต่อสิ่งแวดล้อมการทิ้งขยะจากผลิตภัณฑ์ เหล่านี้ต้องแยกและนำทิ้งในระบบการจัดเก็บขยะมีพิษของเทศบาลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากไม่มีจำเป็นต้องฝังกลบหรือทำลายให้ดูคำแนะนำในฉลากและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
6. หลักปลอดภัยสูงสุดในขณะใช้ ต้องคำนึงไว้เสมอว่าสารเคมีทุกอย่างมีพิษแม้จะ มั่นใจว่ามีพิษต่าก็ให้ปฏิบัติเสมือนสารเคมีที่มีพิษสูงเพื่อความปลอดภัยการหยิบจับต้องใช้ถุงมือมีเสื้อคลุมกันเปื้อนใช้ผ้าปิดจมูก (mask) สวมแว่นตากันสารเคมี (Goggle) หากสัมผัสสูดดม เอาไอระเหย หรือเผลอกลืนกินเข้าไปให้ดูวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากฉลาก และรีบนำไป พบแพทย์ทันทีโดยนำภาชนะผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากติดตัวไปด้วย
เรื่องที่ 4 ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมี
การใช้สารเคมีในปริมาณมากเมื่อสารเคมีนั้นถูกนำมาใช้แล้วหรือส่วนที่เหลือจากการใช้ ย่อมกลายเป็นขยะหรือของเสียซึ่งโดยธรรมชาติจำเป็นต้องมีการย่อยสลาย หรือต้องมีการบำบัด เพื่อเปลี่ยนเป็นสารที่ไม่มีพิษหรือมีพิษน้อยลง การกำจัดสารเคมีที่เหลือใช้นั้นต้องมีวิธีการกำจัด อย่างเหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากสารแต่ละชนิดมีพิษต่อสิ่งแวดล้อมในระดับต่างกัน หากไม่ สามารถกำจัดได้อย่างเหมาะสมแล้วอาจตกค้างในสิ่งแวดล้อมซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อคน สัตว์ ระบบนิเวศได้
1. ผลกระทบของของเสียที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
1. ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สารโลหะหนัก หรือสารเคมีที่เจือปนอยู่ในของ เสีย ที่เป็นอัน
ตราย นอกจากจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์แล้วยังเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทั้งพืชและสัตว์ทำให้เจ็บป่วยและตายได้เช่นกัน หรือถ้าได้รับสารเหล่านั้นในปริมาณไม่มาก พอที่จะทำให้เกิดอาการอย่างเฉียบพลัน ก็อาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างของโครโมโซมทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม นอกจากนี้การสะสมของสารพิษไว้ในพืชหรือสัตว์แล้วถ่ายทอด ไป ตามห่วงโซ่อาหาร ในที่สุดอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ซึ่งนำพืชและสัตว์ดังกล่าวมาบริโภค
2. ทำให้เกิดผลเสียหายต่อทรัพย์สินและสังคม เช่น เกิดไฟไหม้ เกิดการกัดกร่อนเสียหายของวัสดุ เกิดความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมทำให้เกิด ปัญหาทางสังคมด้วย
2. ผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์
ปัจจัยที่ทำให้สารเคมีมีผลต่อสุขภาพของคน จากการศึกษาของ Dr.Helen Marphy ผู้เชี่ยวชาญทาง ด้านพิษวิทยาประเทศอินโดนีเซีย พบว่าปัจจัยที่มีความเสี่ยงของสุขภาพของคนอันดับต้น ๆ คือ
1. เกษตรกรใช้สารเคมีชนิดที่องค์การWHO จำแนกไว้ในกลุ่มที่มีพิษร้ายแรงยิ่ง (Extremely toxic) และมีพิษร้ายแรงมาก (Very Highly toxic) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงทำให้เกิด การเจ็บป่วยแก่เกษตรกร ซึ่งใช้สารพิษ
2. การผสมสารเคมีหลายชนิดฉีดพ่นในครั้งเดียวกัน ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำให้เกิดความเข้มข้นสูงเกิดการแปรสภาพโครงสร้างของสารเคมี เมื่อเกิดการเจ็บป่วยแพทย์ไม่สามารถรักษาคนไข้ได้เนื่องจากไม่มียารักษาโดยตรง ทำให้คนไข้มโอกาสเสียชีวิตสูง
3. ความถี่ของการฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งหมายถึง จำนวนครั้งที่เกษตรกรฉีดพ่น เมื่อฉีด พ่นบ่อยโอกาสที่จะสัมผัสสารเคมีก็เป็นไปตามจำนวนครั้งทีฉีดพ่นทำให้ผู้ฉีดพ่นได้รับสารเคมี ในปริมาณที่มากสะสมในร่างกาย และผลผลิตทางการเกษตร
4. การสัมผัสสารเคมีของร่างกายผู้ฉีดพ่น บริเวณผิวหนังเป็นพื้นที่ที่มากที่สุดของ ร่างกาย หากผู้ฉีดพ่นสารเคมีไม่มีการป้องกัน หรือเสื้อผ้าที่เปียกสารเคมี โดยเฉพาะบริเวณที่มือและขาของผู้ฉีดพ่นทำให้มีความเสี่ยงสูง เพราะสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชถูกผลิตมาให้ทำลายแมลงโดยการทะลุทะลวงหรือดูดซึมเข้าทางผิวหนังของแมลง รวมทั้งให้แมลงกินแล้วตาย
ดังนั้น ผิวหนังของคนที่มีความอ่อนนุ่มกว้าผิวหนังของแมลงง่ายต่อการดูดซึมเข้าไป ทางต่อมเหงื่อนอกเหนือจากการสูดละอองเข้าทางจมูกโดยตรง จึงทำให้มีความเสี่ยงอันตราย มากกว่าแมลงมากมาย
5. พฤติกรรมการเก็บสารเคมี และทำลายภาชนะบรรจุไม่ถูกต้องทำให้อันตรายต่อผู้อยู่อาศัยโดยเฉพาะเด็ก ๆ และสัตว์เลี้ยง
6. ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง การสัมผัสหรือเกี่ยวข้องกับ ของเสียที่เป็นอันตรายซึ่งประกอบด้วยสารพิษที่เป็นสารก่อมะเร็ง อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับสารเหล่านั้น เป็นเวลาติดต่อกันนาน อาทิ การหายใจเอาอากาศที่มีสารพิษ เข้าไป กินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมีพวกยาฆ่าแมลง
7. ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่น การที่ได้รับสารเคมีหรือสารโลหะหนกับาง ชนิดเข้าไปในร่างกาย อาจทำให้เจ็บป่วยเป็นโรคต่าง ๆ จนอาจถึงตายได้ เช่น โรคทางสมองหรือทางประสาท หรือโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย ตัวอย่างของโรคที่เกิดจากการจัดการของเสียที่เป็นอันตรายอย่างไม่ถูกต้อง เช่น โรคมินามาตะซึ่งเกิดจากสารปรอท โรคอิไตอิไต ซึ่งเกิดจากสารแคดเมียมและโรคแพ้พิษสารตะกั่ว เป็นต้น