บทที่ 6
ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
เรื่องที่ 1 การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิต
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิต หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของชนิดีหรือชุมชนในระบบนิเวศตามกาลเวลา โดยเริ่มจากจุดที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย จนกระทั่งเริ่มมีสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มที่มีความทนทานสูง จากนั้นวิวัฒนาการไป จนถึงสิ่งมีชีวิตกลุ่มสุดท้ายที่เรียกว่า ชุมชน สมบูรณ์ (Climax stage)
การแทนที่ของสิ่งมีชีวิต แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 การเกิดแทนที่ขั้นบุกเบิก (Primary succession)
การเกิดแทนที่ขั้นบุกเบิก จะเริ่มขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มาก่อนเลย ซึ่งแบ่งออกได้ 2 แบบ ได้แก่
แบบที่ 1 การเกิดแทนที่บนพื้นที่ว่าง เปล่าบนบก มี 2 ลักษณะด้วยกันคือ
ลักษณะที่ 1 การเกิดแทนที่บนก้อนหินที่ว่าง เปล่า
ขั้นแรก เกิดสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น สาหร่ายสีเขียวหรือไลเคน บนก้อนหิน หลังจากหินสึกกร่อน และเจือปนด้วยสารอินทรีย์ของซากสิ่งมีชีวิตสะสมเพิ่มขึ้น จากนั้นก็จะเกิดพืชจำพวกมอส
ขั้นที่สอง พืชที่เกิดต่อมาเป็นพวกหญ้า และพืชล้มลุก มอสจะหายไป
ขั้นที่สาม เกิดไม้พุ่มและต้นไม้เข้ามาแทนที่ซึ่งจะเป็นไม้โตเร็ว ชอบแดด
ขั้นสุดท้าย เป็นขั้นที่สมบูรณ์ (climax stage) ต้นไม้ได้วิวัฒนาการไปเป็นไม้ใหญ่ และมีสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์
ลักษณะที่ 2 การเกิดแทนที่บนพื้นที่รายที่ว่าง เปล่า
ขั้นแรก เป็นประเภทไม้-เลื้อย ที่หยั่งรากลงในบริเวณที่ชื้น
ขั้นที่สอง เกิดเป็นลำต้นใต้ดินที่ยาวและแตกกิ่งก้านสาขาได้ไกล
ขั้นที่สาม เกิดไม้พุ่มและต้นไม้เข้ามาแทนที่
ขั้นสุดท้าย เป็นขั้นที่สมบูรณ์ (climax stage) ต้นไม้ได้วิวัฒนาการไป เป็นไม้ใหญ่ และมีสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์
แบบที่ 2 การเกิดแทนที่ในแหล่งน้ำ เช่น ในบ่อน้ำทะเลทราย หนอง บึง
ขั้นแรก บริเวณพื้นก้นสระหรือหนองน้ำนั้นมีแต่พื้นที่ราย สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นคือสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เช่น เเพลงก์ตอน สาหร่ายเซลล์เดียว ตัวอ่อนของแมลงบางชนิด
ขั้นที่สอง เกิดการสะสมอินทรีย์สารขึ้นบริเวณพื้นก้นสระ จากนั้นก็จะเริ่มเกิดพืชใต้น้ำประเภท สาหร่าย และสัตว์เล็ก ๆ
ขั้นที่สาม มีอินทรีย์สารทับถมเพิ่มมากขึ้น เกิดพืชมีใบโผล่พ้นน้ำเกิดขึ้น เช่น กก อ้อจากนั้นเกิดมีสัตว์จำพวก หอยโข่ง กบ กุ้ง หนอน ไส้เดือน
ขั้นที่สี่ อินทรีย์สารที่สะสมอยู่ที่บริเวณก้นสระเพิ่มมากขึ้น ทำให้สระเกิดการตื้นเขินขึ้น ในหน้าแล้ง ก็จะเกิดต้นหญ้าขึ้น สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสระจะเป็นสัตว์ประเภทสะเทนิน้ำสะเทนิบก
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิต หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของชนิดีหรือชุมชนในระบบนิเวศตามกาลเวลา โดยเริ่มจากจุดที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย จนกระทั่งเริ่มมีสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งมีชีวิต กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มที่มีความทนทานสูง จากนั้นวิวัฒนาการไป จนถึงสิ่งมีชีวิตกลุ่มสุดท้ายที่เรียกว่า ชุมชน สมบูรณ์ (Climax stage)
การแทนที่ของสิ่งมีชีวิต แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 การเกิดแทนที่ขั้นบุกเบิก (Primary succession)
การเกิดแทนที่ขั้นบุกเบิก จะเริ่มขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มาก่อนเลย ซึ่งแบ่งออกได้ 2 แบบ ได้แก่
แบบที่ 1 การเกิดแทนที่บนพื้นที่ว่าง เปล่าบนบก มี 2 ลักษณะด้วยกันคือ
ลักษณะที่ 1 การเกิดแทนที่บนก้อนหินที่ว่าง เปล่า
ขั้นแรก เกิดสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น สาหร่ายสีเขียวหรือไลเคน บนก้อนหิน หลังจากหินสึกกร่อน และเจือปนด้วยสารอินทรีย์ของซากสิ่งมีชีวิตสะสมเพิ่มขึ้น จากนั้นก็จะเกิดพืชจำพวกมอส
ขั้นที่สอง พืชที่เกิดต่อมาเป็นพวกหญ้า และพืชล้มลุก มอสจะหายไป
ขั้นที่สาม เกิดไม้พุ่มและต้นไม้เข้ามาแทนที่ซึ่งจะเป็นไม้โตเร็ว ชอบแดด
ขั้นสุดท้าย เป็นขั้นที่สมบูรณ์ (climax stage) ต้นไม้ได้วิวัฒนาการไปเป็นไม้ใหญ่ และมีสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์
ลักษณะที่ 2 การเกิดแทนที่บนพื้นที่รายที่ว่าง เปล่า
ขั้นแรก เป็นประเภทไม้-เลื้อย ที่หยั่งรากลงในบริเวณที่ชื้น
ขั้นที่สอง เกิดเป็นลำต้นใต้ดินที่ยาวและแตกกิ่งก้านสาขาได้ไกล
ขั้นที่สาม เกิดไม้พุ่มและต้นไม้เข้ามาแทนที่
ขั้นสุดท้าย เป็นขั้นที่สมบูรณ์ (climax stage) ต้นไม้ได้วิวัฒนาการไป เป็นไม้ใหญ่ และมีสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์
แบบที่ 2 การเกิดแทนที่ในแหล่งน้ำ เช่น ในบ่อน้ำทะเลทราย หนอง บึง
ขั้นแรก บริเวณพื้นก้นสระหรือหนองน้ำนั้นมีแต่พื้นที่ราย สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นคือสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เช่น เเพลงก์ตอน สาหร่ายเซลล์เดียว ตัวอ่อนของแมลงบางชนิด
ขั้นที่สอง เกิดการสะสมอินทรีย์สารขึ้นบริเวณพื้นก้นสระ จากนั้นก็จะเริ่มเกิดพืชใต้น้ำประเภท สาหร่าย และสัตว์เล็ก ๆ
ขั้นที่สาม มีอินทรีย์สารทับถมเพิ่มมากขึ้น เกิดพืชมีใบโผล่พ้นน้ำเกิดขึ้น เช่น กก อ้อจากนั้นเกิดมีสัตว์จำพวก หอยโข่ง กบ กุ้ง หนอน ไส้เดือน
ขั้นที่สี่ อินทรีย์สารที่สะสมอยู่ที่บริเวณก้นสระเพิ่มมากขึ้น ทำให้สระเกิดการตื้นเขินขึ้น ในหน้าแล้ง ก็จะเกิดต้นหญ้าขึ้น สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสระจะเป็นสัตว์ประเภทสะเทนิน้ำสะเทนิบก
ขั้นสุดท้าย เป็นขั้นสมบูรณ์ (climax stage) สระน้ำนั้นจะตื้นเขินจนกลายสภาพเป็น พื้นดิน ทำให้เกิดการแทนที่พืชบกและสัตว์บกและวิวัฒนาการจนกลายเป็นป่าได้ในที่สุด
ประเภทที่ 2 การแทนที่สิ่งมีชีวิตในขั้นทดแทน (Secondary succession)
เป็นการเกิดการแทนที่ของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในพื้นที่เดิมที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีทั้งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติและเกิดจากมนุษย์ เช่น บริเวณพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกโค่นถาง ปรับเป็นพื้นที่เพาะปลูก หรือพื้นที่ป่าไม้ที่เกิดไฟป่า
รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงแทนที่มี 2 รูปแบบ
รูปแบบที่ 1 degradtive succession เป็นการแทนที่โดย้อนทรีย์วัตถุซากสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ถูกย่อยใช้ไปโดยสัตว์กินซาก และจุลินทรีย์
รูปแบบที่ 2 autotrophic succession เป็นการแทนที่ของสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหาร ขึ้นเอง และพัฒนาเป็นสงคมใหม่
ปัจจัยที่ทำให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงแทนที่มี 3 ปัจจัยดังนี้
ปัจจัยที่ 1 Facilitation คือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพทำให้เหมาะสมกับ สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่จะเข้ามาอยู่ได้ จึงเกิดการแทนที่ขึ้น
ปัจจัยที่ 2 Inhibition เป็นการแทนที่หลังจากการรบกวนทางธรรมชาติ หรือการตาย ของสปีชีส์เดิม เท่านั้น
ปัจจัยที่ 3 Tolerance เป็นการแทนที่เนื่องจากสปีชีส์ที่บุกรุกเข้ามาใหม่สามารถทน ต่อระดับทรัพยากรที่เหลือน้อยแล้วนั้นได้ และสามารถเอาชนะสปีชีส์ก่อนนี้ได้
เรื่องที่ 2 ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resources)
ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resources) หมายถึง สิ่งที่ปรากฏอยู่ตามธรรมชาติหรือสิ่งที่ขึ้นเอง อำนวยประโยชน์แก่มนุษย์และธรรมชาติด้วยกัน ถ้าสิ่งนั้นยังไม่ให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ก็ไม่ถือว่าเป็นแผนทรัพยากรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติ แบ่งได้เป็น 4 ประเภท
1. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้น (Inexhaustible natural resources) มี 2 ประเภท
1) ประเภทที่คงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง (Immutable) ได้แก่ พลังงานจาก ดวงอาทิตย์ ลม อากาศ ฝุ่น
2) ประเภทที่เกิดการเปลี่ยนแปลง (Mutable)เนื่องจากการใช้ประโยชน์อย่างผิด วิธี เช่น การใช้ที่ดิน โดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านกายภาพ และด้านคุณภาพ
2. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วทดแทนได้ (renewable natural resources)
เป็นแผนทรัพยากรรมชาติที่ใช้ไปแล้วสามารถเกิดขึ้นทดแทนได้ ซึ่งอาจจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับชนิดของทรัพยากรธรรมชาติประเภทนั้น เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า ความสมบูรณ์ของ ดิน และคุณภาพของน้ำ เป็นต้น
3. ทรัพยากรธรรมชาติสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ (Recyclables natural resources)
เป็นแผนทรัพยากรรมชาติจำพวกแร่ธาตุที่นำมาใช้แล้วสามารถนำไปแปรรูปให้กลับไปสู่สภาพเดิมได้ แล้วนากลับมาใช้ใหม่อีก เช่น แร่อโลหะ ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม แก้ว ฯลฯ
4. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดสิ้นไป (Exhausting natural resources)
เป็นแผนทรัพยากรรมชาติที่นำมาใช้แล้วจะหมดไปจากโลกนี้ หรือสามารถเกิดขึ้น ทดแทนได้ แต่ต้องใช้เวลายาวนานมาก น้ำมันปิโตรเลียม แก๊สธรรมชาติและถ่านหิน เป็นต้น
เรื่องที่ 3 ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและแนวทางป้องกันแก้ไข
ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ ในขณะที่การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก อีกทั้งยังขาดความจริงจังในทางปฏิบัติ
สภาพปัญหาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้แก่อะไรบ้าง
1. การเพิ่มของประชากร การเพิ่มมากขึ้นของ ประชากรโลกก็จะนำมาซึ่งความต้องการในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการดำรงชีวิต
2. การขยายตัวของชุมชนเมืองโดยขาดการวาง แผนผังการใช้พื้นที่ล่วงหน้าหรือไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย เช่น ปัญหาการกำจัดของเสีย ฯลฯ
3. เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่นำมาใช้เพื่อเพิ่ม ผลผลิตทางการเกษตร การใช้สารเคมีต่าง ๆ
4. การสร้างสิ่งก่อสร้าง การสร้างถนน อ่างเก็บน้ำ เขื่อน เป็นสาเหตุการทำลายถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าได้
5. การกีฬา ในด้านการกีฬาส่วนใหญ่ เป็นปัญหาที่เกิดกับทรัพยากรสัตว์ป่า เช่น การยิงนก การตกปลา และการล่าสัตว์
6. การสงคราม จะก่อให้เกิดการกระตุ้น ให้นำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาใช้มากขึ้น
7. ความไม่รู้หรือรู้เท้าไม่ถึงการณ์ ควรพิจารณา ให้รอบคอบ ตระหนักถึงผลกระทบในด้านลบ ต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ในระยะยาวนั้นมีากน้อยเพียงใด
สภาพปัญหาระบบนิเวศของเมืองในประเทศไทย เกิดจากสาเหตุใดบ้าง
สภาพปัญหาความอ่อนแอของระบบนิเวศของเมืองต่าง ๆในประเทศไทย สาเหตุหนึ่ง เกิดจากการเติบโตของเมืองที่ขาดการวางแผนอย่างรอบคอบ และอีกด้านหนึ่งเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีตที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการจัดหาและใช้ทรัพยากรใน กระบวนการผลิต และรูปแบบของการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ทำให้ทรัพยากรอันจำกัดของ ประเทศและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติถูกใช้สอย และทำลายจนเสื่อมทั้งสภาพ ปริมาณและคุณภาพ จนเกือบหมดศักยภาพและยากที่จะฟั่นฟูขึ้นมาใหม่ ซ้ายังก่อให้เกิดมลพิษหลาย ๆ ด้านพร้อมกัน การแพร่กระจายของมลพิษไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางน้ำทางอากาศ ทางเสียงหรือจากของเสีย สารเคมีต่าง ๆ ย่อมส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
แนวทางการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน
กรอบกลยุทธ์เพื่อนำไปสู่ความเป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน
1. มุ่งส่งเสริมการพัฒนาเมืองและชุมชนให้เป็นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
2. พื้นที่เมืองและชุมชนจะต้องเป็นสถานที่ๆ คำนึงถึงความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อม (ระบบนิเวศของเมือง) กับสุขภาพของประชาชน
3. ใช้กลยุทธ์การพัฒนาแบบพหุภาคี ที่เปิดโอกาสให้กับการมีส่วนร่วมของประชาชนมาก ที่สุด
งานหลัก 3 ประการเพื่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของเมือง
1. การสงวนรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการด้านน้ำ
2. การขนถ่ายของเสีย ขยะ ที่ได้จากกิจกรรมของเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ไม่โยนภาระด้านสิ่งแวดล้อมเกิดจากตนเอง (บุคคลหรือธุรกิจ) ให้กับผู้อื่น
วิธีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
วิธีการสำคัญที่ใช้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การออก กฎหมายควบคุมการจัดตั้งองค์กรเพื่อบริหารงาน การวางแผนพัฒนาสิ่งแวดล้อม การกำหนด มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม การศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากโครงการพัฒนา ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนและการประชาสมพันธ์และสิ่งแวดล้อม ศึกษา การจัดองคกรเพื่อ การบริหารงานด้านการกำหนดนโยบายแผน การจัดการการวางแผนงาน โครงการเป็นวิธีการหนึ่งของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับ หน่วยงานปฏิบัติ
การวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมระบุไว้ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะส่งผลให้เกิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น
วิธีการพัฒนาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพ
1. สร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกวิธี
2. สนับสนุนการพัฒนาและฟั่นฟูการนำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3. ประชาชนและชุมชนตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน
เรื่องที่ 4 การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การอนุรักษ์ หมายถึงอะไร
การอนุรักษ์ หมายถึง การรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาดเพื่อให้มีประโยชน์ต่อมหาชนมากที่สุด และใช้ได้เป็นเวลานานที่สุด ทั้งนี้ต้องให้มีการสูญเสียทรัพยากรน้อยที่สุด และจะต้องมีการกระจายการใช้ทรัพยากรให้เป็นไปโดยทั่วถึงกันด้วย
การพัฒนา หมายถึงอะไร
การพัฒนา หมายถึง การทำให้เจริญ การปรับปรุงเปลี่ยนไปในทางที่ทำให้เจริญขึ้น ซึ่งการที่จะทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นได้นั้น จะต้องมีการวางแผน ต้องอาศัยวิชาความรู้และเทคโนโลยี เข้ามาช่วย จึงจะทำให้การพัฒนานั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์
หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้แก่อะไรบ้าง
1. ต้องคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นควบคู่กันไป เพราะทรัพยากรธรรมชาติต่างก็มี ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์และส่งผลต่อกันอย่างแยกไม่ได้
2. ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนา สังคม เศรษฐกิจ การเมืองและคุณภาพชีวิต ตลอดจนรักษาไว้ซึ่งความสมดุลของระบบนิเวศควบคู่กันไป
3. ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
4. ต้องช่วยกันป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจ
5. การนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควรคำนึงถึง ผลดีทางด้านจิตใจ ด้วย
6. ต้องคำนึงถึงทั้งข้อดีและข้อเสีย การสูญเปล่าอันเกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
7. รักษาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นและหายากด้วยความระมัดระวัง
8. ต้องรักษาทรัพยากรที่ทดแทนได้ โดยให้มีอัตราการผลิตเท่ากับอัตราการใช้หรืออัตราการเกิดเท่ากับอัตราการตายเป็นอย่างน้อย
9. หาทางปรับปรุงวิธีการใหม่ ๆ ในการผลิต อีกทั้งพยายามค้นคว้าสิ่งใหม่มาใช้ทดแทน
10. ให้การศึกษาแก่ประชาชนถึงความสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
สาเหตุทรัพยากรดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์
1. การกัดเซาะและพังทลายโดยน้ำน้ำจำนวนมากที่กระทบผิวดินโดยตรงจะกัดเซาะ ผิวดิน ให้หลุดลอยไปตามน้ำการสูญเสียบริเวณผิวดินจะเป็นพื้นที่กว้างหรือถูก กัดเซาะเป็น ร่องเล็ก ๆ ก็ขึ้นอยู่กับความแรง และบริเวณของน้ำที่ไหลบ่าลงมา
2. การตัดไม้ทำลายป่า การเผาป่า ถางป่าทำให้หน้าดินเปิด และถูกชะล้างได้ง่าย โดยน้ำและลมเมื่อฝนตกลงมาน้ำก็ชะล้างเอาหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไปกับน้ำทำให้ดินมี คุณภาพเสื่อมลง
3. การเพาะปลูกและเตรียมดินอย่างไม่ถูกวิธี การเตรียมที่ดินทำการเพาะปลูกนั้นถ้า ไม่ถูกวิธีก็จะก่อความเสียหายกับดินได้มาก ตัวอย่างเช่น การไถพรวนขณะดินแห้งทำให้หน้าดิน ที่สมบูรณ์หลุดลอยไปกับลมได้ หรือการปลูกพืชบางชนิดจะทำให้ดินเสื่อมเร็วการเผาป่าไม้ หรือตอข้าวในนา จะทำให้ฮิวมัสในดินเสื่อมสลายเกิดผลเสียกับดินมาก
1. การใช้ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสม การปลูกพืชควรต้องคำนึงถึงชนิดของพืชที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของดิน การปลูกพืชและการไถพรวนตามแนวระดับเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน
2. การปรับปรุงบำรุงดิน การเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เช่น การใส่ปุยพืชสด ปุยคอก การปลูกพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น
3. การป้องกันการเสื่อมโทรมของดิน ได้แก่ การไถพรวนตามแนวระดับ การทำคันดิน ป้องกันการไหลชะล้างหน้าดิน รวมทั้งการไม่เผาป่าหรือการทำไร่เลื่อนลอย
4. การให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน เช่น หญ้าหรือฟางคลุมีหน้าดินจะช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์
“มลภาวะทางน้ำ”
สาเหตุของมลภาวะทางน้ำ
1. น้ำเสียจากบ้าน ร้านค้าและอาคารที่ทำการก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำเป็นแหล่งสะสม เชื้อโรค เป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำ และสัตว์น้ำ
2. น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ น้ำทิ้งจากระบบการผลิต ระบบการหล่อเย็น ปะปนมาอาจจะเป็นสารอินทรีย์ และสิ่งปฏิกูลอื่น ๆ ซึ่งเป็นพิษกับสิ่งมีชีวิตในน้ำ เกิดการเน่า เหม็น เกิดสี กลิ่น และความไม่น่าดู
3. ปุยที่ใช้ในการเกษตร สารไนโตรเจนและฟอสฟอรัส เมื่อฝนตกน้ำฝนจะชะเอา ไนโตรเจนไหล ลงสู่แม่น้ำลำคลอง ทำให้สาหร่าร่างกายเติบโตได้ดีเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำเกิด สี กลิ่น และรส เมื่อสาหร่ายเหล่านี้ตายลง ก็จะทำให้น้ำเน่าเหม็นและมีฟีนอลสูงขึ้น เกิดฝ้าขาว ลอยอยู่ตามผิวน้ำ
4. ผิวดินที่พังทลายในพื้นที่รับน้ำบางแห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำที่เสื่อมสภาพและมีการพังทลายของหน้าดิน จะทำให้น้ำมีความขุ่นสูง เกิดสี กลิ่น และรสได้
5. การเลี้ยงปศุสัตว์ ถ้าสัตว์เลี้ยงกินหญ้าที่คลุมีหน้าดินมากเกินไปจะทำให้หน้าดินถูก น้ำกัดเซาะเมื่อฝนตก และเมื่อไหลลงในแหล่งรับน้ำก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับข้อ 4 นอกจากนี้ มูลสัตว์ก็จะไหลลงไปในลำน้ำทำให้มีสารอินทรีย์ ไนโตรเจน และฟอสฟอรัสสูง เกิดปัญหา เช่นเดียวกับข้อ 1 และ3
6. ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช ส่วนมากเป็นสารเคมีที่มีพิษ เมื่อถูกชะล้างลงไป ในน้ำ ก็จะเป็นพิษแก่พืชและสัตว์ที่อยู่ในน้ำ
7. ไฟป่า ถ้าเกิดไฟป่าในบริเวณพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดน้ำจะทำให้มีขยะ เถ้าถ่าน ตะกอนทราย รวมทั้งสารมลพิษต่าง ๆไหลลงไปในแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก จะทำให้อ่างเก็บน้ำหรือแม่น้ำตื้นเข
การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
1. การปลูกป่า โดยเฉพาะการปลูกป่าบริเวณพื้นที่ต้นน้ำหรือบริเวณพื้นที่ภูเขา เพื่อให้ต้นไม้เป็นตัวกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ทั้งบนดินและใต้ดิน
2. การพัฒนาแหล่งน้ำเนื่องจากปัจจุบันแหล่งน้ำธรรมชาติต่าง ๆเกิดสภาพ ตื้นเขิน เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ปริมาณน้ำที่จะกักขังไว้มีปริมาณลดลง จึงจำเป็นต้องทำการขุดลอกแหล่ง น้ำให้กว้างและลึก ตลอดจนจัดหาแหล่งน้ำ
3. การสงวนน้ำไว้ใช้ เป็นการวางแผนการใช้น้ำเพื่อให้มีปริมาณน้ำที่มีคุณภาพ มาใช้ประโยชน์ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง
4. การใช้น้ำอย่างประหยัด เป็นการนำน้ำมาใช้ประโยชน์หลายอย่างอย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์สูงสุด
5. การป้องกันการเกิดมลพิษของน้ำปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ๆ ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น หรือย่านอุตสาหกรรม บังคับให้มีการบำบัด น้ำเสียก่อน ทิ้งหรือปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสำหรับประชาชนทั่วไปไม่ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูล หรือสารพิษลงสู่ แหล่งน้ำ
6. การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับไปใช้ใหม่ เช่น น้ำจากการล้างภาชนะอาหาร สามารถ นำไปใช้รดน้ำต้นไม้ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม น้ำที่เกิดจากกระบวนการผลิตซึ่งมีอุณหภูมิีสูง เมื่อปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น สามารถนำไปใช้ใหม่ได้
สาเหตุของการทำลายทรัพยากรป่าไม้
1. ความต้องการไม้เพื่อทำกิจการต่าง ๆเช่น ทำอุตสาหกรรม สร้างที่อยู่อาศัย
2. การเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ ทำให้ความต้องการจากภาคเกษตรกรรมมากขึ้น ความจำเป็นที่ต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น
3. การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก เช่น มันสำปะหลัง ฯลฯ โดยไม่ส่ง เสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ
4. การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่า กระทำไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลาย ๆ แห่ง ทำให้ราษฎรเกิดความสับสนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา
5. การจัดสร้างสาธารณปโภคของรัฐ อาทิ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ เส้นทางคมนาคม
6. ไฟไหม้ป่า ไฟไหม้วัชพืชและต้นไม้ใบไม้จากการผลัดใบในฤดูแล้งที่ติดไฟง่าย
7. การทำเหมืองแร่ แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดหน้าดินก่อน
8. การทำลายของเชื้อโรคและแมลง ต้นไม้ในป่าเป็นจำนวนมากที่ถูกทำลายโดยเชื้อโรคและแมลง จะเกิดการเหี่ยวเฉาแคระแก็รนไม่เจริญเติบโต บางชนิดต้องสูญพันธุ์
9. ความตระหนักและความร่วมมือของประชาชนต่อการอนุรักษ์ยังมีน้อย
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
1. การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้
2. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เกี่ยวกับงานป้องกันรักษาป่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
3. การจัดการที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ในท้องถิ่น
4. การพัฒนาป่าไม้ เช่น การทำไม้ การเก็บหาของป่า การปลูกป่า การบำรุงป่าไม้ การค้นคว้าวิจัย และอุตสาหกรรม
5. การบริหารทั่วไป รีบเร่งปลูกสร้างสวนป่า ในพื้นที่ที่ถูกทำลาย หรือเปืนป่าเสื่อม โทรม
แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมในระดับบุคคล
ระดับบุคคล ประชาชนทุกคนควรมีจิตสำนึกที่ดีต่อแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนา สภาพแวดล้อมซึ่งมีวิธีการง่าย ๆ ดังต่อไปนี้
1) ต้องรู้จักประหยัด
2) ต้องรู้จักรักษา
3) ต้องรู้จักฟั่นฟูทรัพยากรให้ฟื้นตัวและรู้จักปรับปรุงให้ดีขึ้น
4) ช่วยกันส่งเสริมการผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
5) ต้องรู้จักนำทรัพยากรที่ใช้แล้วมาผลิตใหม่
6) ต้องรู้จักนำทรัพยากรอื่น ๆ มาใช้แทนทรัพยากรที่มีราคาแพงหรือกี่ำลังจะลดน้อย หมดสูญไป
7) ต้องช่ี้วยกันค้นคว้าสำรวจหาแหล่งทรัพยากรใหม่ เพื่อนำมาใช้แทน ทรัพยากรธรรมชาติที่หายาก
8) ต้องไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
9) ต้องเต็มใจเข้ารับการอบรมศึกษา ให้เข้าใจถึงปัญหาและวิธีการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ
แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมในระดับชุมชน
เนื่องจากประชาชนแต่ละคนี้เป็นสมาชิกของชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ ซึ่งลักษณะและสภาพ ของชุมชน จะมีผลกระทบมาถึงประชาชนในชุมชนนั้น ๆ ด้วย ทั้งที่เป็นสิ่งที่ดีและไม่ดี ในการอนุรักษ์ควรร่วมมือร่วมใจกัน ดังนี้
1) ประชาชนในชุมชนจะต้องตระหนักถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนา สภาพแวดล้อมในชุมชนของตน
2) ประชาชนในชุมชนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องระบบของการจัดการและสามารถแก้ไขปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้น
3) จัดระบบวิธีการอนุรักษ์ และพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชนของตนให้ประสานงาน กับหน่วยของรัฐและเอกชน
แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมในระดับรัฐบาล
1) รัฐบาลควรกำหนดนโยบาย และวางแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อม ทั้งในระยะส้นและระยะยาว เพื่อเป็นหลักการให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ ยึดถือปฏิบัติต่อไป
2) ในฐานะที่เป็นพลเมืองดีของชุมชนและของประเทศ ประชาชนไทยทุกคนควรปฏิบัติ ตนให้ถูกต้องตามกฎข้อบังคับุหรือตามกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมสำคัญ
3) หน่วยงานของรัฐทั้งในท้องถิ่นและภูมิภาค จะต้องเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดีใน การอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อม รวมทั้งจะต้องให้ความสนับสนุนและร่วมมือกับ ภาคเอกชนและประชาชนไปด้วย
4) เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลกฎหมายท้องถิ่น และความรู้ทางด้านการอนุรักษ์และพัฒนา สภาพแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม
5) หน่วยงานที่รับผิดชอบในท้องถิ่น ภูมิภาค ต้องรีบเร่งดำเนินการแก้ไขฟั่นฟูสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมไปให้กลับสู่สภาพเช่นเดิม และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดสภาพการณ์ เช่นนั้นขึ้นมาอีก
เรื่องที่ 5 ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่มีผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
“แผ่นดินถล่ม (Land slides)”
แผ่นดินถล่มเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของการสึกกร่อนชนิดหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายตอบริเวณพื้นที่ที่เป็นเนินสูงหรือภูเขาที่มีความลาดชันมากเนื่องจากขาดความสมดุลใน การทรงตัวบริเวณดังกล่าว ทำให้เกิดการปรับตัวของพื้นดินต่อแรงดึงดูดของโลกและเกิดการเคลื่อนตัวขององค์ประกอบธรณีวิทยาบริเวณนั้น จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แผ่นดินถล่มมักเกิดในกรณีที่มีฝนตกหนักมากบริเวณภูเขาและภูเขานั้นอุ้มน้ำไว้จนเกิดการอิ่มตัว จนทำให้เกิดการพังทลาย
∙ สาเหตุของการเกิดดินถล่ม ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้แก่
1) การขุดดินบริเวณไหล่เขา ลาดเขาหรือเชิงเขา เพื่อการเกษตร การสร้างถนน การขยายที่ราบในการพัฒนาที่ดิน การทำเหมือง เป็นต้น
2) การดูดทรายจากแม่น้ำหรือบนแผ่นดิน
3) การขุดดินลึก ๆ เพื่อการก่อสร้างห้องใต้ดินของอาคาร
4) การบดอัดที่ดิน เพื่อการก่อสร้าง ทำให้เกิดการเคลื่อนของดินในบริเวณใกล้เคียง
5) การสูบน้ำใต้ดิน น้ำบาดาล ที่มากเกินไป หรือการอัดน้ำลงใต้ดิน
6) การถมดิน เพื่อการก่อสร้าง ทำให้เพิ่มน้ำหนักบนภูเขา หรือสันเขา
7) การตัดไม้ทำลายป่า เพื่อขยายพื้นที่การเพาะปลูก
8) การทำอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักบนภูเขา และทำให้น้ำซึมลงใต้ดินมากจนเกิน สมดุล
9) การเปลี่ยนแปลงทางน้ำธรรมชาติ ทำให้ระบบน้ำใต้ดินเสียสมดุล
10) การกระเทือนต่าง ๆเช่น การระเบิดหิน
- ปัจจัยสำคัญของการเกิดแผ่นดินถล่ม ได้แก่
1. ลักษณะของดินที่เกิดจากการผุพังของหินบนลาดเขา
2. ลาดเขาที่มีความลาดชันมาก (มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ )
3. มีการเปลี่ยนแปลงสภาพป่า
- ปัจจัยที่ส่งเสริมความรุนแรงของการเกิดแผ่นดินถล่ม ได้แก่
1. ปริมาณฝนที่ตกบนภูเขา
2. ความลาดชันของภูเขา
3. ความสมบูรณ์ของป่าไม้
4. ลักษณะทางธรณีวิทยาของภูเขา
- ลำดับเหตุการณ์การเกิดแผ่นดินถล่ม
1. เมื่อฝนตกหนักน้ำซึมลงไปในดินอย่างรวดเร็ว ดินอิ่มน้ำ
2. แรงยึดเกาะระหว่างมวลดินจะลดลง
3. ระดับน้ำใต้ผิวดินสูงขึ้นทำให้แรงต้านทานการเลื่อนไหลลดลง
4. น้ำใต้ผิวดินไหลภายในช่องว่างของดิน ลงตามความชันของลาดเขา
5. เมื่อมีการเปลี่ยนความชันก็จะเกิดเป็นน้ำผุด
6. เกิดการเลื่อนไหลของดินและจะเกิดต่อเนื่องต่อไปตามลาดเขา
“แผ่นดินไหว”
ผลกระทบจากแผ่นดินไหว
แผ่นดินไหวสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมาก ก่อให้เกิดสึนามิ สัตว์น้ำตาย และระบบนิเวศทางน้ำเปลี่ยนแปลง หากเกิดขึ้นบริเวณที่มีชุมชน มีประชาชนอยู่อาศัยหนาแน่น จะ ทำให้เกิดความสูญเสียมากมาย ความสั่นสะเทือนทำให้อาคารถล่มลงมาทับผู้คนที่อยู่อาศัย ทำ ให้เส้นทางคมนาคมเสียหายระบบส่าธารณปโภคเสียหาย และส่งผลต่อสุขภาพอนามัยและเศรษฐกิจดังนี้
1. ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย
1.1 ประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเศษสิ่งปรักหักพังและการล้มทับของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
1.2 ที่อยู่อาศัยพังเสียหายไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ ทำให้ไร้ที่อยู่อาศัย
1.3 ระบบส่าธารณปโภคได้รับความเสียหาย อาจเกิดการระบาดของโรคต่าง ๆ
1.4 เกิดเหตุอัคคีภัย หรือไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้ประชาชนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
1.5 สุขภาพจิตของผู้ประสบภัยเสื่อมลง
2. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
2.1 ระบบธุรกิจหยุดชะงักเนื่องจากระบบการคมนาคมสื่อสารถูกทำลายไม่มีการประกอบหรือ
ดำเนินธุรกรรมหรือการผลิตใด ๆ
2.2 รัฐต้องใช้งบประมาณในการดูแลสุขภาพการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยการฟั่นฟูระบบส่าธารณปโภคและบริการสาธารณะต่างๆ ตลอดจนการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของ ประชาชนและหน่วยงานราชการต่าง ๆ ส่งผลถึงงบประมาณที่ขาดหายไปในการพัฒนาประเทศ
2.3 พืชผลทางการเกษตรเสียหาย
“ภูเขาไฟระเบิด”
ผลกระทบจากภูเขาไฟระเบิด
1 .การระเบิดของภูเขาไฟทำให้เกิดแก๊สพิษบางชนิด เช่น แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
2. ลาวา ลาวาที่ไหลออกจากปล่องภูเขาไฟมีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงประมาณ 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ประชาชนบริเวณใกล้เคียงอาจหนีภัยไม่ทันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
3. คลื่นสึนามิในกรณีที่เกิดการระเบิดของภูเขาไฟใต้น้ำจะทำให้เกิดการถ่ายโอน พลังงานสู่น้ำในทะเล หรือมหาสมุทรเกิดเป็นคลื่นสึนามิ ที่เป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่บริเวณชายฝั่ง ทะเลในแนวการเคลื่อนที่ของคลื่น
4. โคลนไหล การระเบิดของภูเขาไฟจะทำให้อากาศแปรปรวน มีฝนตกหนัก น้ำฝน จะชะล้างเถ้าฝุ่น เศษหินจากการระเบิดมีลักษณะคล้ายโคลน ไหลลงสู่ที่ต่ำด้วยความเร็วสูง โคลนไหลนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย และชีวิตของมนุษย์
5. เถ้าฝุ่นภูเขาไฟ การระเบิดของภูเขาไฟมักเกิดเถ้าฝุ่นภูเขาไฟ ครอบคลุมอาณา บริเวณใกล้ภูเขาไฟ กระแสลมสามารถพัดพาเถ้าฝุ่นเหล่านั้นไปไกลเป็นพันกิโลเมตร ทำให้เกิด มลภาวะทางอากาศและแหล่งน้ำของมนุษย์ เถ้าฝุ่นภูเขาไฟสามารถลอยขึ้นไปในบรรยากาศ และคงอยู่นานหลายปีกว่าจะตกลงบนพื้นโลกจนหมด
เรื่องที่ 6 ปรากฎการณ์ภาวะโลกร้อนและผลกระทบจากต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
“สภาวะโลกร้อน (Global warming)”
ภาวะโลกร้อนเกิดจาก
การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆ ที่เผาเชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วนในล้าน ส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นได้เพิ่มการกักเก็บ ความรู้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นภาวะโลกร้อน
“ปรากฏการณ์เรือนกระจกคืออะไร”
สาเหตุของปรากฏการณ์เรือนกระจก
"ปรากฏการณ์เรือนกระจก" (greenhouse effect) คือปรากฏการณ์ที่โลก มีอุณหภูมิีสูงขึ้นเนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงความยาวคลื่นอินฟราเรดที่สะท้อนกลับถูก ดูดกลืน โดยโมเลกุลของ ไอน้ำคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) คลอโรฟลูออโร คาร์บอน (CFCs) และไนตัรสออกไซด์ (N2O) ในบรรยากาศทำให้โมเลกุลเหล่านี้มีพลังงานสูงขึ้น มีการถ่ายเทพลังงานซึ่งกันและกันทำให้อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศสูงขึ้น การถ่ายเทพลังงานและความยาวคลื่นของโมเลกุลเหล่านี้ต่อ ๆ กันไป ในบรรยากาศ ทำให้โมเลกุลเกิดการสั่นการเคลื่อนไหวตลอดเวลาและมาชนถูกผิวหนังของเรา ทำให้เรารู้สึกร้อน ประเทศในเขตหนาวมีการเพาะปลูกพืชโดยอาศัยการควบคุมอุณหภูมิความรู้อนโดยใช้หลักการที่พลังงานความรู้อนจาก แสงอาทิตย์ส่องผ่านกระจก แต่ความรู้อนที่อยู่ภายในเรือนกระจกไม่สามารถสะท้อนกลับ ออกมา ทำให้อุณหภูมิภายในสูงขึ้นเหมาะแก่การเพาะปลูกของพืช จึงเป็นที่มาของคำว่าภาวะ เรือนกระจก (greenhouse effect)
ก๊าซที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ได้แก่
- คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เกิดจากการเผาไหม้ต่าง ๆเป็นก๊าซที่สะสมีพลังงาน ความรู้อนในบรรยากาศโลกไว้มากที่สุด
- มีเทน (CH4) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการสลายตัวของอินทรียวัตถุ เช่น ขยะมูลฝอย ที่ย่อยสลายได้ ของเสีย อุจจาระ
- คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) เป็นสารประกอบสำหรับทำความเย็น พบในเครื่อง ทำความเย็นต่าง ๆเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกับฟรีออน และยังพบได้ในสเปรย์ต่างๆ อกด้วย
- Nitrous Oxide (N2O) เป็นก๊าซมีพิษที่เกิดจากเครื่องนิติการเผาถ่านหิน และใช้ ประกอบในรถยนต์เพื่อเพิ่มกำลังเครื่อง
ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน
ด้านนิเวศวิทยา แถบขั้วโลกได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขา น้ำแข็ง ก่อนนำแข็งละลายอย่างรวดเร็วทำให้ระดับน้ำทะเลทางขั้วโลกเพิ่มขึ้นและไหลลงสู่ ทั่วโลก ทำให้เกิดน้ำท่วมได้ทุกทวีป นักวิจัยได้คาดการณ์ไว้ว่าในอีก 100 ปีข้างหน้า อุณหภูมิจะสูงขึ้นจากปัจจุบัน 4.5 องศาเซลเซียส
ด้านเศรษฐกิจ ปลาทะเลจะประสบปัญหาเนื่องจากความแปรปรวนของสภาพ อากาศ ที่ส่งผลต่อแนวปะการัง ซึ่งเป็นที่อยู่และที่เพาะพันธุ์ของปลา ทำให้ปริมาณปลาลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำประมง เป็นต้น
ด่านสุขภาพ ภาวะของโลกที่ร้อนขึ้น ทำให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อโรคบางอย่างเชื้อโรคบางชนิดที่เคยถูกควบคุมให้หมดไปแล้วอาจกลับมา อีกครั้ง รวมถึงศัตรูพืชที่ทำลายพืชอาหารของมนุษย์อีกด้วย
วิธีการแก้ปัญหาโลกร้อนมีดังนี้
1) เปลี่ยนหลอดไฟ การเปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้ เป็นฟลูออเรสเซนต์หนึ่งดวง จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี
2) ขับรถให้น้อยลง หากเป็นระยะทางใกล้ ๆ สามารถเดิน หรือขี่จักรยานแทนได้ การขับรถยนต์เป็นระยะทาง 1 ไมล์ จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ปอนด์
3) รีไซเคิลให้มากขึ้น ลดขยะของบ้านคุณให้ได้ครึ่งหนึ่ง จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 2,400 ปอนด์ต่อปี
4) เช็คลมยาง การขับรถโดยที่ยางมีลมน้อย อาจทำให้เปลืองน้ำมันขึ้นได้ถึง 3% จาก ปกติ น้ำมันทุก ๆ แกลลอนที่ประหยัดได้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 20 ปอนด์
5) ใช้น้ำร้อนให้น้อยลง ในการท่านำร้อนใช้พลังงานในการต้มสูงมาก การปรับเครื่องท่านำอุ่นให้มีอุณหภูมิและแรงน้ำให้น้อยลง จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี หรือการซักผ้าในน้ำเย็น จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 500 ปอนด์
6) หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์เยอะ เพียงแค่ลดขยะของคุณเอง 10% จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1,200 ปอนด์ต่อปี
7) ปรับอุณหภูมิห้องของคุณ (สำหรับเมืองนอก) ในฤดูหนาว ปรับอุณหภูมิของ heater ให้ตำลึง 2 องศา และในฤดูร้อน ปรับให้สูงขึ้น 2 องศา จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2,000 ปอนด์ต่อปี
8) ปลูกต้นไม้ การปลูกต้นไม้หนึ่งต้น จะดูดซับคาร์อนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุ ของมัน
9) ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้ ปิดทีวี คอมพิวเตอร์เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ต่าง ๆเมื่อไม่ใช้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับพันปอนด์ต่อไป