พิมพ์
หมวดหลัก: สาระความรู้พื้นฐาน ม.ปลาย
หมวด: พว31001 วิทยาศาตร์
ฮิต: 20693

บทที่ 2 

โครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตร์  หมายถึงอะไร และแบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท

โครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อย่างเป็น กระบวนการเพื่อตอบปัญหาที่สงสัยโดยปัญหานั้นเกิดจากความสนใจของผู้ทำโครงงาน ดังนั้น ผู้ที่จะศึกษาและทำโครงงานจะต้องมีความละเอียดรอบคอบ มีการสังเกต จัดบันทึกและวางแผนรูปแบบขั้นตอนในการทำโครงงานอย่างเป็นระบบ

ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

1. โครงงานประเภทสำรวจรวบรวม ลักษณะเด่นของโครงงานประเภทนี้ ไม่จำกัดีหรือกี่ำหนดตัวแปร  ต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษา โครงงานประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูลนี้ ผู้ทำ โครงงานเพียงต้องการสำรวจและรวบรวม ข้อมูล แล้วนาข้อมูลนั้นมีาจำแนกเป็นหมวดหมู่และนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆเพื่อให้เห็นลักษณะหรือความสัมพันธ์ในเรื่องที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การสำรวจและรวบรวมข้อมูลนี้อาจทำได้ในหลายรูปแบบ เช่น การออกไปเก็บข้อมูล ในภาคสนาม ซึ่งในบางครั้ง บางเรื่องก็สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการใน        ท้องถิ่น หรือในสถานที่ต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าในขณะที่ออกไปปฏิบัติการนั้น โดยไม่ต้องนำวัตถุ ตัวอย่างกลับมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอีก

2. โครงงานประเภททดลอง ลักษณะเด่นของโครงงานประเภทนี้ คือเปืนโครงงาน ที่มีการออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาตัวแปรหนึ่งที่มีต่อแปรอีกตัวหนึ่งที่ต้องการศึกษา โดยควบคุมตัวแปรอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาเอาไว้ หรือกี่ล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงงานที่จะจัดเป็นโครงงานประเภทการทดลองได้ จะต้อง         เป็นโครงงานที่มีการจัดกระทำกับ ตัวแปรต้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตัวแปรอิสระ มีการวัดตัวแปรตาม (ผลที่ต้องการ) และควบคุมตัวแปรอื่นๆ ที่ไม่ต้องการศึกษา โดยทั่วไป ขั้นตอนการดำเนินงานของโครงงานประเภท นี้จะประกอบด้วย การกำหนดปัญหา การตั้งจุดมุ่งหมาย สมมตฐาน การกำหนดตัวแปรต่าง ๆ การออกแบบการทดลอง การรวบรวมข้อมูล การดำเนินการทดลอง การแปรผลและการสรุปผล

3. โครงงานประเภทการพัฒนาหรือประดิษฐ์  ลักษณะเด่นของโครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่เกี่ยวกับการประยุกต์ทฤษฎีหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประดิษฐ์  เครื่องมือเครื่องงใช้ หรืออุปกรณ์  เพื่อ     ประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นการคิดประดิษฐ์สิ่งของใหม่ หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้ โครงงานประเภทนี้รวมไป ถึง การสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายแนวความคิดต่าง ๆโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปแก้ปัญหาต่าง ๆ

4. โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎีหรืออธิบายลักษณะเด่นของโครงการประเภทนี้ คือเปืนโครงงานเกี่ยวกับการนำเสนอทฤษฎี หลักการหรือแนวความคิดใหม่ ๆ ซึ่งอาจอยู่ในรูป ของสูตร สมการหรือคำอธิบายโดยผู้เสนอได้ตั้งกติกาหรือข้อตกลงเอง แล้วเสนอทฤษฎี หลักการแนวความคิดีหรือจินตนาการของตนเองตามกติกา ข้อตกลงนั้น หรืออาจใช้กติกา 26 ขั้นตอนของการทำโครงงานวิทยาศาสตรมีอะไรบ้าง ข้อตกลงอันเดิมมาอธิบายสิ่งหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆในแนวใหม่ ทฤษฎี หลักการแนวความคิดีหรือจินตนาการที่เสนอนี้อาจจะใหม่ไม่มีใครคิดมาก่อน หรืออาจขัดแย้งกับทฤษฎีเดิมหรือเปืน การขยายทฤษฎีหรือแนวความคิดเดิมก็ได้ การทำโครงงานประเภทนี้ จุดสำคัญอยู่ที่ผู้เสนอต้องีมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี จึงจะสามารถเสนอโครงงานประเภทนี้ได้อย่างมีเหตุผล และน่าเชื่อถือ หรืออาจทำได้โดยสร้างเครื่องมือขึ้นประกอบการอธิบาย โดยทั่วไป โครงงานประเภทนี้จัดเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์หรือโครงงานทางคณิตศาสตร์

ขั้นตอนของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์มีอะไรบ้าง

การทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ขั้นตอนที่ 1 การคิดและเลือกหัวเรื่องเป็นการหาหัวข้อในการทดลอง ในเรื่องที่ผู้เสนออยากรู้อยากเห็น 

ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงการขอคำปรึกษาหรือข้อมูล ต่างๆ จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง 

ขั้นตอนที่ 3 การเขียนเค้าโครงของโครงงานโดยทั่วไปเค้าโครงของโครงงานจะมี หัวข้อดังต่อไปนี้

 

หัวข้อ/รายการ

รายละเอียดที่ต้องระบุ

1. ชื่อโครงงาน

1. ทำอะไร กับใคร เพื่ออะไร

2. ชื่อผู้ทำโครงงาน

2. ผู้รับผิดชอบโครงงานนี้

3. ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน

3. ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ

4. ระยะเวลาดำเนินการ

4. ระยะเวลาดำเนินงานโครงงานตั้งแต่ต้นจนจบ

5. หลักการและเหตุผล

5. เหตุผลและความคาดหวัง

6. จุดหมาย/วัตถุประสงค์ 

6. สิ่งที่ต้องการให้เกิดเมื่อสิ้นสุดการทำโครงงาน

7. สมมตฐานของการศึกษาโครงงาน

7. สิ่งที่คาดว่าจะเกิดเมื่อสิ้นสุดการทำโครงงาน

8. ขั้นตอนการดำเนินงาน

8. ขั้นตอนการทำงาน เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์  สถานที่

9. ปฏิบัติโครงงาน

9. วัน เวลา และกิจกรรมดำเนินงานต่าง ๆ ตั้งแต่ ต้นจนเสร็จ

10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ

10. สภาพของผลที่ต้องการให้เกิดทั้งที่เป็น ผลผลิตกระบวนการและผลกระทบ

11. บรรณานุกรม

11. ชื่อเอกสารข้อมูล ที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ

 

ขั้นตอนที่ 4 การปฏิบัติโครงงาน เป็นการดำเนินงานตามแผน ที่ได้กำหนดไว้ในเค้า โครงของโครงงาน และต้องมีการจัดบันทึกข้อมูลต่าง ๆได้อย่างละเอียด และต้องจัดทำอย่างเป็น ระบบ ระเบียบ เพื่อที่จะได้ใช้     เป็นข้อมูลต่อไป

ขั้นตอนที่ 5 การเขียนรายงาน ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นสำคัญของโครงงาน สามารถเขียนในรูปแบบต่าง ๆเช่น การสรุป รายงานผล ซึ่งประกอบไปด้วยหัวข้อต่าง ๆเช่น บทคัดย่อบทนำ เอกสารที่เกี่ยวข้อง   เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 6 การแสดงผล การแสดงผลงาน เป็นการนำเสนอผลงาน สามารถจัดได้ หลายรูปแบบ เช่น การจัดนิทรรศการหรือทำเป็นสิ่งตีพิมพ์  การสอนแบบเพื่อน สอนเพื่อนตามแต่ความเหมาะสมของโครงงาน

 

การวางแผนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ 

การวางแผนการทำโครงงาน มีขั้นตอนดังนี้   

1. การกำหนดปัญหาหรือที่มา และความสำคัญของโครงงาน 

2. กำหนดวัตถุประสงค์และสมมตฐานของการศึกษา เช่น ศึกษาปฏิกิริยาตอบสนอง ของปลา แสงสี    ต่าง ๆ หรือเพื่อศึกษาอวัยวะภายในของหนูที่มีผลมาจากใบกัญชา 

3. กำหนดขอบเขตของการศึกษา โดยยึดหลักไม่เกินระดับความรู้ของผู้เรียนมากนัก 

4. การวางแผนวิธีการดำเนินงาน ได้แก่ แนวทางในการศึกษา ค้นคว้า วัสดุอุปกรณ์  ที่จำเป็น ออกแบบการทดลองควบคุมตัวแปร วิธีการสำรวจ และรวบรวมข้อมูล วิธีการประดิษฐ์  การวิเคราะห์ข้อมูล และการกำหนด ระยะเวลาในการทำงาน ในการวางแผนการทำโครงงาน ควรเขียนโครงร่างหรือเค้าโครงร่างหรือเค้าโครงงานนำเสนอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อขอความคิดเห็น และคำปรึกษาว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยที่เป็นขั้นตอนและไม่สับสน การเขียนและการจัดลำดับหัวข้อเค้าโครงของโครงงาน มีดังนี้   

 1. ชื่อโครงงาน

 2. ผู้จัดทำโครงงาน

 3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน

 4. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน 

 5. วัตถุประสงค์ของการศึกษา ค้นคว้า

 6. สมมตฐานของการศึกษาค้นคว้า (ในกรณีการตั้งสมมตฐานมักใช้กับโครงงานประเภททดลองเท่านั้น)

 7. วิธีการดำเนินการ

 8. ประโยชน์หรือผู้ลที่คาดว่าจะได้รับ 

 9. เอกสารอ้างอิง

 

การเลือกหัวข้อการทำโครงงานวิทยาศาสตร์

หัวข้อโครงงาน คือ สิ่งที่แสดงลักษณะของภาระงาน ชิ้นงาน หรือกิจกรรมีอิสระที่ผู้ทำ โครงงานต้องทำการคัดเลือกหัวข้อโครงงานให้ประสบผลสำเร็จ ผู้ทำโครงงานจะต้องพิจารณา แรงจูงใจของตนเอง เพื่อให้สามารถตอบคำถามสำคัญ 2 ประการคือต้องการศึกษาการแก้ปัญหาสิ่งใดและเหตุใดจึงต้องการศึกษาสิ่งนั้น โดยหัวข้อโครงงานจะต้องเป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจง ชัดเจนโดยมุ่งเน้นทำโครงงานที่อยู่ใกล้ตัว ซึ่งอาจเกิดจาก  ปัญหาของผู้ทำโครงงาน หรือผู้ทำโครงงานมีความคุ้นเคยกับสิ่งนั้น ดังนั้นผู้ทำโครงงานจึงควรสำรวจตัวเองและพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ดังนี้   

1. ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของตนเอง โดยพิจารณาจากคะแนน วัดผลความรู้หรือ

ผลงานที่เคยปฏิบัติ

2. ความถนัดและความสนใจของผู้ทำโครงงาน เป็นการพิจารณาความชอบของผู้ทำ โครงงาน ซึ่งถ้าเป็นโครงงานที่ผู้ที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์มาก่อน ผู้ทำ ก็จะต้องค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับโครงงานนั้นมากเป็นพิเศษ

3. ประโยชน์ที่ได้รับ โครงงานที่ทำควรเป็นโครงงานที่มีประโยชน์ทั้งต่อผู้ทำโครงงาน สังคม และประเทศชาติ โดยโครงงานนั้นควรจะสามารถนำไปพัฒนาและใช้ได้จริง ในชีวิตประจำวัน

4. ความคิดสร้างสรรค์โครงงานที่ทำควรมีความแปลกใหม่ ทันสมัย ใช้ได้จริงและไม่มีผู้อื่นทำไว้หรือ เป็นการพัฒนาโครงงานของผู้อื่นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

5. ระยะเวลาในการทำโครงงาน เป็นปัจจัยที่ผู้ทำโครงงานจะต้องวางแผนก่อนการทำ โครงงานจริง เพื่อกำหนดขอบเขตและเป้าหมายในการทำโครงงาน 

6. ค่าใช้จ่ายในการทำโครงงาน โครงงานบางประเภทจำเป็นต้องใช้ต้นทุนจำนวนมาก ผู้ทำโครงงานจึงควรประเมินค่าใช้จ่ายและเลือกทำโครงงานที่ตนเอง มีทรัพยากรอยู่แล้วเพื่อลด ค่าใช้จ่ายในการทำโครงงาน

 7. ความปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญในการทำโครงงานกล่าวคือโครงงานนั้นจะต้องมี ความปลอดภัย ไม่มีอันตรายทั้งต่อผู้ทำโครงงาน สังคม และประเทศชาต

8. ค่านิยมของสงคม เป็นปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวกับผู้ทำโครงงานโดยโครงงานที่ทำจะต้องไม่ขัดต่อ     ค่านิยม วัฒนธรรมและความเชื่อของสงคม 

9. ความเป็นไปได้ ผู้ทำโครงงานควรนำปัจจัยข้างต้นมาพิจารณาว่า โครงงานดังกล่าว สามารถทำได้จริงตามปัจจัยต่าง ๆ ที่มีอยู่หรือไม่แล้วจึงตัดสินใจเลือกทำโครงงานในหัวข้อนั้น

การนําเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์

การนำเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์  อาจทำได้ในแบบต่าง ๆ กัน เช่น

การแสดงในรูปนิทรรศการซึ่งมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายด้วยคำพูดีหรือใน รูปแบบของการรายงานปากเปลาไม่ว่าการนำเสนอผลงานจะอยู่ในรูปแบบใด ควรครอบคลุม ประเด็นสำคัญคือมีความชัดเจนเข้าใจง่ายและมีความถูกต้องในเนื้อหา

การแสดงผลงานจัดได้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญอีกประการหนึ่งของการทำโครงงาน

เรียกได้ว่าเป็นงานขั้นสุดท้ายของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นการแสดงผลิตผล ของงาน ความคิด และความพยายามทั้งหมดที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเทลงไป และเป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น ๆ มีผู้กล่าวว่าการวางแผนออกแบบเพื่อจัดแสดง ผลงานนั้นมีความสำคัญเท่า ๆ กับการทำโครงงานั่นนเอง ผลงานที่ทำขึ้นจะดียอดเยี่ยม เพียงใด แต่ถ้าการจัดแสดงผลงานทำได้ไม่ดีก็เท่ากับไม่ได้แสดงความดียอดเยี่ยมของผลงาน นั่นเอง

 

แนวทางการนำผลจากโครงงานวิทยาศาสตร์ไปใช้

การนำผลจากโครงงานไปใช้ คือการเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์  เป็นการเสนอผลงานการดำเนินการเป็นเอกสารจัดว่าเป็นขั้นตอนสำคัญอีกประการหนึ่งของ โครงงาน เมื่อดำเนินการทำโครงงานจนครบขั้นตอนได้ข้อมูล ทำการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมทั้ง แปรผล และสรุปผล แล้วงานขั้นต่อไปที่ต้องทำคือการเขียนรายงาน

การเขียนรายงานโครงการวิทยาศาสตร์มีดังนี้   

1. ชื่อโครงงาน เป็นสิ่งสำคัญประการแรก เพราะชื่อโครงการจะช่วยโยงความคิดไป ถึงวัตถุประสงค์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์  และควรกำหนดชื่อโครงการให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์หลักด้วย

2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน การเขียนชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์  เป็นสิ่งดีเพื่อจะได้ทราบ           ว่าโครงงานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใครและสามารถติดตามได้ที่ใด

3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน การเขียนชื่อผู้ให้คำปรึกษาควรให้เกียรติยกย่องและเผยแพร่ รวมทั้งขอบคุณที่ได้ให้คำแนะนำการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จนบรรลุเป้าหมาย

4. บทคัดย่ออธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์  วิธีดำเนินการและผลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อประมาณ 300-350 คำ (ถ้าใช้โปรแกรม Microsoft Word ในการพิมพ์  สามารถตรวจสอบจำนวนคำจากเมนูเครื่องมือเลือกคำสั่งนับจำนวนคำ)

5. กิตติกรรมประกาศ (คำขอบคุณ) ส่วนใหญ่โครงงานวิทยาศาสตร์มักจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากหลาย ฝ่ายดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือจึงควรได้กล่าวขอบคุณบุคลากร หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยให้โครงงานนี้สำเร็จด้วย

6. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน ในการเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์  ผู้ทำโครงงาน จำเป็นต้องศึกษา หลักการทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจจะศึกษาหรือพูดเข้าใจง่าย ๆ ว่าเรื่องที่สนใจจะศึกษานั้นต้องมีทฤษฎีแนวคิดสนับสนุน 

7. วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน เป็นการกำหนดจุดมุ่งหมายปลายทางที่ต้องการให้เกิดจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์  ในการเขียนวัตถุประสงค์  ต้องเขียนให้ชัดเจนอ่านเข้าใจง่ายสอดคล้องกับชื่อโครงงาน หากมีวัตถุประสงค์หลายประเด็น ให้ระบุเป็นข้อ ๆ การเขียนวัตถุประสงค์มี ความสำคัญต่อแนวทาง การศึกษา ตลอดจนข้อความรู้ที่ค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบนั้นจะมี ความสมบูรณ์ครบถ้วน คือต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทุก ๆ ข้อ

8. สมมติฐานของการศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องให้ความสำคัญ เพราะ จะทำให้เป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองได้ชัดเจนและรอบคอบ ซึ่งสมมตฐานก็คือการค้าดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีหลักและเหตุผลตามหลักการทฤษฎี รวมทั้งผลการศึกษาของโครงงานที่ได้ทำมาแล้ว

9. ขอบเขตของการทำโครงงาน ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์  ต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการทำ โครงงาน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา ดังนี้   

  1. การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือการกำหนดประชากรที่ศึกษา อาจเป็นคน หรือสัตว์หรือพืช ชื่อใด กลุ่มใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เมื่อเวลาใด รวมทั้งกำหนด กลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเหมาะสม    เป็นตัวแทนของประชากรที่สนใจศึกษา 

  2. ตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์  ส่วนมากมักเป็นการศึกษา ความสัมพันธ์ 

เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอก ชนิดของตัวแปรอิย่างถูกต้องและชัดเจนรวมทั้งการควบคุมตัวแปรที่ไม่สนใจศึกษา เป็นทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องเข้าใจ ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรต้นตัวแปร ใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรตาม และตัวแปรใดบ้างเป็นตัวแปรที่ต้องควบคุมเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน

10. วิธีดำเนินการเป็นวิธีการที่ช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน ตั้งแต่เริ่ม เสนอโครงการกระทั่งสิ้นสุดโครงการซึ่งประกอบด้วย

   1. การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา

   2. การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล 

   3. การเก็บรวบรวมข้อมูล

   4. การวิเคราะห์ข้อมูล

11. ผลการศึกษาค้นคว้า นำเสนอข้อมูลหรือผู้ลการทดลองต่าง ๆ ที่สังเกตรวบรวมได้ รวมทั้งเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ด้วย

12. สรุปผลและข้อเสนอแนะ อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำโครงงาน ถ้ามีการตั้งสมมตฐาน ควรระบุด้วยว่า ข้อมูลที่ได้สนับสนุน หรือคัดค้านสมติฐานที่ตั้งไว้ หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนี้ยังควรกล่าวถึง การนำผลการทดลองไปใช้ประโยชน์  อุปสรรคของการทำโครงงาน หรือข้อสังเกตที่สำคัญหรือข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทำโครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง แก้ไข หากมีผู้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย

13. เอกสารอ้างอิง เอกสารอ้างอิง คือรายชื่อเอกสารที่นำมาอ้างอิงเพื่อประกอบการทำ โครงงานวิทยาศาสตร์  ตลอดจนการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์  ควรเขียนตาม หลักการที่นิยมกัน

 

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์

1. ช่วยส่งเสริมจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและการเรียนวิทยาศาสตร์ให้สัมฤทธิ์ผล สมบูรณ์ยิ่งขั้น 

2. ช่วยให้ผู้เรียนมโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในกระบวนการแสวงหาความรู้ ด้วยตนเองโดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  

3. ช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้นกว่าการเรียนในกิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติ ผู้เรียนมโอกาสได้ฝึกทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์บางทักษะซึ่งไม่ใคร่มโอกาสในกิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติ เช่น ทักษะการตั้งสมมตฐาน ทักษะการออกแบบการทดลอง และควบคุมตัวแปร   เป็นต้น 

4. ช่วยพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร์  เจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์  และความสนใจใน วิชาวิทยาศาสตร์ 

5. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจลักษณะและธรรมชาติขอวิทยาศาสตร์ดียิ่งขึ้น เช่น เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ไม่ได้หมายถึง แต่ตัวความรู้ในเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับธรรมชาติเท่านั้นแต่ยัง หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้เหล่านั้น และมีเจตคติหรือค่านิยมทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย การได้มาซึ่งความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติจะต้องใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ที่ได้จากการรวบรวม ข้อมูลอย่างมีระบบโดยอาศัยการสังเกตเป็นพื้นฐานแต่ประสาทสัมผัสของมนุษย์  ซึ่งใช้ในการสังเกตมีขีดความสามารถจำกัดในการรับรู้ ดังนั้น วิทยาศาสตร์จึงมีขอบเขตจำกัด   ด้วย

6. ช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  และความเป็นผู้มีวิจารณ์ญาณ 

7. ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง

 8. ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนที่คิดเป็น ทำเป็น และมีความสามารถในการแก้ปัญหา

  9. ช่วยพัฒนาความรับผิดชอบ และสร้างวินัยในตนเองให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน 

10. ช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้เวลาวางให้เป็นประโยชน์และมีคุณค่า