พิมพ์
หมวดหลัก: สาระความรู้พื้นฐาน ม.ต้น
หมวด: พต21001 ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน
ฮิต: 2078

บทที่ 1 

การใช้ภาษาในการสื่อความหมายในชีวิตประจำวัน (Language in Daily Life)

เรื่องที่ 1 การทักทายและการกล่าวลา (Greeting and Leave Taking) 

ตามปกติในชีวิตประจำวัน เมื่อเราพบผู้คนในที่ต่าง ๆ เราจะต้องมีการทักทายและกล่าวลากัน ให้เหมาะสมตามโอกาส ในภาษาอังกฤษมีวิธีการทักทาย (Greeting) และกล่าวลา (Leave taking) 

1. การทักทาย (Greeting) ถ้าเป็นคนที่คุ้นเคยและสนิทสนมกัน มักจะใช้คำว่า Hello หรือ Hi     ซึ่งแปลว่าสวัสดี แต่การทักทายอย่างเป็นทางการสำหรับผู้ไม่คุ้นเคยกัน หรืออยู่ในสถานภาพ ที่แตกต่างกัน 

เช่น เจ้านายกับลูกน้อง ครูกับลูกศิษย์  จะใช้คำว่า Good morning. (สวัสดีตอนเช้า)   Good afternoon. (สวัสดีตอนกลางวัน) และGood evening. (สวัสดีตอนเย็น) ต่อด้วยคำทักทายว่า       How are you? (คุณสบายดีหรือ) ซึ่งคู่สนทนาก็จะตอบและถามกลับในทำนองเดียวกันช่วงเวลาของการกล่าวคำทักทายในภาษาอังกฤษ แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงดังนี้   

Good morning. ใช้คำทักทายในตอนเช้า ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเวลา 00.00 น. ถึงตอนเที่ยงวัน 12.00 น. 

Good afternoon. ใช้คำทักทายในตอนหลังเที่ยงวัน ถึงก่อนพระอาทิตย์ตก 

Good evening. ใช้คำทักทาย หลังเวลา 17.00 น. หรือหลังดวงอาทิตย์ตก   เป็นต้นไป

สำนวนที่ใช้สอบถามทุกข์  สุขว่าเป็นอย่างไรบ้างเมื่อพบกัน ในภาษาอังกฤษนิยมใช้ หลายสำนวนด้วยกัน เช่น How are you? 

How are you today? สบายดีไหม / เป็นอย่างไรบ้าง 

How are you doing? 

How have you been? สบายดีไหม/เป็นอย่างไรบ้าง (ใช้ในกรณีที่ไม่ได้พบเจอกั้นี้เป็นเวลานาน) นอกจากนี้ยังมีสำนวนที่ใช้กันอีก ดังนี้   

How is it up? (How's it up?) หรือ What is up? (What's up?) หมู่นี้เป็นอย่างไร

สำนวน How are you? ใช้ทักทายอย่างเป็นทางการส่วนสำนวนอื่น ๆ ใช้ทักทาย อย่างไม่เป็นทางการ

สำนวนที่ใช้ตอบรับถึงการสอบถามทุกข์    สุขว่าเป็นอย่างไรเมื่อพบกัน เช่น 

Fine, thank you. And how are you? สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ 

Very well, thanks. How about you? หรือ Great, thanks. How about you?   สบายดีมากขอบคุณ แล้วคุณล่ะ

So so. ก็เรื่อย ๆ นะ 

I'm quite well, thank you. And you? สบายดีนะ ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ 

Not quite well, I have a cold. And you? ไม่สบายนัก เป็นหวัด แล้วคุณล่ะ

2. การกล่าวลา (Leave Taking) โดยปกติ ก่อนจะจบสิ้นการสนทนาตามมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติของคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ไม่สามารถ ละเลยได้ คือการกล่าวลา (Leave Taking) โดยทั่วไป สำนวนที่ใช้ในการกล่าวลา ได้แก่ Goodbye, Bye แปลว่า ลาก่อน

สำนวนที่ใช้ในการกล่าวลา ซึ่งจะใช้ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น 

See you. แล้วเจอกันใหม่ 

See you later. แล้วพบกันใหม่ 

So long. ลาที่(คนสนิท) 

I'll be seeing you. แล้วค่อยพบกันใหม่ 

Good day. กล่าวลาตอนกลางวัน 

Good night. กล่าวลาตอนกลางคืน

สำนวน See you laterใช้ในกรณีที่ไม่ได้ระบุเวลา ในกรณีที่ผู้สนทนาต้องการกล่าวลา โดยการระบุเวลาที่จะพบกันอีกครั้งหนึ่งแน่นอน ให้ใช้สำนวน ดังนี้   

See you tomorrow. แล้วพบกันวันพริ้งนี้ 

See you next year. ไว้พบกันปีหน้า 

See you on Sunday. แล้วพบกันวันอาทิตย์

การบอกลาในกรณีที่มีธุระสำคัญที่จะต้องขอลากลับก่อน ใช้สำนวนดังนี้   

I'd better be on my way. จำเป็นจะต้องไปแล้ว 

I'll be back. เดียวฉันจะกลับมา

การกล่าวลาคู่สนทนา เพื่อแสดงความห่วงใย ใช้สํานวน ดังนี้ 

Take care. หรือ Take care of yourself. ดูแลตัวเองให้ดีนะ

การบอกลาคู่สนทนาที่กําลังจะไปงานเลี้ยงหรือไปเที่ยว ใช้สํานวนดังนี้ 

Have a good time. หรือ Have a nice time.   ขอให้มีความสุขนะ

Have a pleasant trip. หรือ Have a nice trip.  เดินทางให้สนุก/ปลอดภัยนะ

Have a good holiday. หรือ Have a nice holiday. Situation  ขอให้สนุกสนานในวันหยุดนะ

การบอกลาคู่สนทนาในกรณีที่ต้องจากกันไปไกล ให้ใช้สํานวนดังนี้ 

Don't forget me. อย่าลืมฉันนะ

Don't forget to write. อย่าลืมเขียนจดหมายส่งข่าวถึงกันนะ 

Drop me a line. เขียนจดหมายมาบ้างนะ

การบอกลาคู่สนทนาที่มาเยี่ยมบ้าน ให้ใช้สํานวนดังนี้ 

Please come again. โปรดแวะมาอีกนะ 

We look forward to seeing you again. พวกเรารอคอยที่จะพบคุณอีกนะ

-----------------------------------------------------------------------------------------

 

เรื่องที่ 2 การแนะนําตนเองและผู้อื่น (Introducing Yourself and Others)

เมื่อคนพบกันครั้งแรก การแนะนำตนเองให้บุคคลอื่นรู้จักเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นก่อนจะ สนทนาพูดคุยกันในเรื่องอื่น ๆ ซึ่งการแนะนำตนเองและผู้อื่นในภาษาอังกฤษมีสำนวนที่ใช้กัน ดังนี้   

1. การแนะนำตนเอง (Introducing Yourself) ในการแนะนำตนเองให้ผู้อื่นรู้จัก จะเริ่มต้น                 ด้วยการกล่าวทักทายและแนะนำตนเองด้วยสำนวนต่าง ๆ ดังนี้   

Hello. My name is (ชื่อของผู้พูด) . 

(สำหรับผู้ที่อยู่ในสถานะเดียวกัน เช่น เป็นนักศึกษาด้วยกัน   เป็นต้น) 

Hi. I'm (ชื่อของผู้พูด). (สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยเดียวกัน) 

Good morning. My name is (ชื่อของผู้พูด). สวัสดีฉัน/ผม/ดิฉันชื่อ  ____ 

Good morning. I'm ( ชื่อของผู้พูด ). (สำหรับการพูดคุยอย่างเป็นทางการ)

หากต้องการบอกชื่อเล่นให้ทราบด้วยก็อาจพูดว่า 

Hello. My name is (ชื่อของผู้พูด) and my nickname is (ชื่อเล่นของผู้พูด).

เมื่อกล่าวแนะนำตัวแล้ว คู่สนทนาจะตอบว่า 

It's nice to meet you. 

Nice to meet you. ยินดีที่ได้รู้จักคุณ

I'm glad to meet you. 

2. การแนะนำผู้อื่น (Introducing Others) ในสภาพความเป็นจริงของสงคม การพบปะ สังสรรค์ระหว่างกลุ่มเพื่อน หรือบุคคลที่ทำงานในที่เดียวกันต้องเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การแนะนำบุคคลอื่นให้รู้จักกันจึง เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ในสงคมชาวตะวันตกถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ว่าหากจะพูดคุยระหว่าง บุคคลที่ไม่รู้จักจะต้องได้รับการแนะนำให้รู้จักกันเสียก่อน

สำนวนที่สามารถใช้กล่าวแนะนำให้บุคคลรู้จักอีก เช่น 

Suwat, I'd like to introduce you to Miss Malee. (สุวัฒน์  ผมขอแนะนำให้คุณรู้จักคุณมาลี) 

Suwat, let me introduce Miss Malee to you. (สุวัฒน์  ผมขออนุญาตแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณมาลี) 

Suwat, this is my friend, Miss Malee. (สุวัฒน์  นี่คือเพื่อนของผม คุณมาลี) เมื่อมีการแนะนำให้บุคคลหนึ่งรู้จักกับอีกบุคคลหนึ่ง ผู้ที่ได้รับการแนะนำจะทักทาย กลับว่า 

How do you do? Nice to meet you. หรือ Glad to meet you. และคู่สนทนาก็จะกล่าวว่า 

How do you do? Nice to meet you, too. หรือ Glad to meet you, too. ยินดีที่ได้รู้จัก ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน

-----------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องที่ 3 การให้และสอบถามข้อมูลส่วนตัว (Sharing Personal Data)

เมื่อคู่สนทนาได้ทักทายแล้วก็จะมีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน การสอบถาม ข้อมูล    ส่วนตัวถือได้ว่าเป็นการทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ข้อมูลส่วนตัวจะประกอบด้วย ชื่อนามสกุล ชื่อเล่น วัน เดือน ปีเกิด อายุ สัญชาติ ที่อยู่ ครอบครัวอาชีพงานอดิเรก ฯลฯ

1. การถามชื่อ

A  : What's your name?  คุณชื่ออะไร 

B  : My name is ( ชื่อผู้ตอบคำถาม). หรือ I'm ( ชื่อผู้ตอบคำถาม).

2. การถามชื่อบุคคลที่ 3 

A  : Who's that?  นั่นใคร 

B  : He/She is ( ชื่อของ บุคคลนั้น ๆ).

 

  1. การถามวัน/เดือน/ปี เกิด 

A : When were you born? คุณเกิดเมื่อไร 

B : I was born on Oct 24, 1987. (กรณีที่บอกวันเกิดด้วย ให้ใช้ Preposition on) 

     I was born in June, 1987. (กรณีบอกเฉพาะเดือนเกิดให้ใช้ Preposition in)

  1. การถามส่วนสูง/น้ำหนัก 

A : How tall are you? คุณสูงเท่าไร 

B : I'm 175 centimeters tall. ฉันสูง 175 ซม. 

A : How much do you weigh? คุณหนักเท่าไหร่ 

B : I weigh about 60 kilograms. ฉันหนัก 60 กิโลกรัม

  1. การถามสัญชาติ 

A : What is your nationality? คุณมีสัญชาติอะไร 

B : I'm Thai. ฉันสัญชาติไทย I'm Canadian. ฉันสัญชาติแคนาดา 

          I'm American. ฉันสัญชาติอเมริกัน

  1. การถามที่อยู่ 

A  : Where do you live?  คุณอาศัยอยู่ที่ไหน 

B  : I live on Sukhumvit Road. ( ชื่อถนนใช้ Preposition “on” ) 

    I live at 4 Sukhumvit Road. (กรณีมีเลขที่ข้างบ้านและชื่อถนนให้ใช้ Preposition “at”) 

    I live in Chiangmai. (ชื่อจังหวัด ชื่อเมืองI live in Bangkok. ชื่อประเทศ ให้ใช้ Preposition “in” ) I live in Thailand.

  1. การสอบถามสถานที่ทำงาน 

A : Where do you work? คุณทำงานที่ไหน 

B : I work in ABC Company. ฉันทำงานที่บริษัท ABC 

A : What company do you work for? คุณทำงานที่บริษัทไหน 

B : I work for ABC Company. ฉันทำงานที่บริษัท ABC

  1. การถามอาชีพการทำงาน 

A : What do you do? คุณทำอะไร 

B : I'm a teacher. ฉันเป็นครู 

A : I'm a doctor. ฉันเป็นหมอ  (คําตอบ คือ I'm a หรือ an (ชื่ออาชีพ).)

  1. การถามถึงสมาชิกในครอบครัว 

A : How many sisters and brothers do you have? คุณมีพี่น้องกี่คน 

B : I have 2 sisters and a brother. ฉันมีพี่สาวสองคนและน้องชาย 1 คน 

A : How many persons are there in your family? ในครอบครัวคุณมีกี่คน 

B : There are 5 persons in my family. ในครอบครัวของฉันมี 5 คน

  1. การถามเบอร์โทรศัพท์/E-mail 

A : Do you have any telephone numbers or an e-mail address? 

B : Yes, I do. My telephone number is 02-3806871 and my mobile number is 081-8331140. My e-mail is (e-mail address ของแต่ละบุคคล).

 

ข้อสังเกต 

การออกเสียงอ่านหมายเลยโทรศัพท์  จะอ่านทีละตัว ยกเว้นเลขที่ซ้ำกัน จะใช้ คำว่า Double  ซึ่งหมายเลข 0 จะใช้คำว่า oh แทนก็ได้ เช่น 

081-8351140 อ่านว่า oh - eight - one - eight - three - five - double one -four - oh 

02-3806871 อ่านว่า oh - two - three - eight - oh - six - eight - seven - one

-----------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องที่ 4 การใช้ภาษาทางกาย (Body Language)

Body Language - the movement of your body that show what you are really feeling or thinking. 

ภาษากาย หมายถึง การเคลื่อนไหวในลักษณะต่าง ๆ ของร่างกายที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เรา รู้สึก หรือคิด การใช้ภาษากายมีความแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ ภาษาในเรื่องของการแสดงท่าทาง ได้แก่ ทางสายตา       การสัมผัสและการสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด แตกต่างไปตามวัฒนธรรมของแต่ละ ประเทศ จากการวินิจฉัยของนักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ของ Dr. Peter Collett ในหนังสือ Foreign Bodies  ได้ศึกษาความแตกต่างของการใช้ลักษณะท่าทางเมื่อรู้สึกตื่นเต้น หรือแสดงอาการสบ ประมาท ส่วนชาวอิตาลี กรีก ฝรั่งเศส สเปนและโปรตุเกส จะแสดงลักษณะท่าทางเพื่อต้องการเน้น ในสิ่งที่พวกเขาพูดีหรือต้องการให้ผู้อื่นหันมาสนใจ แม้กระทั่งเมื่ออยู่ในความเงียบ มือของพวกเขา ก็จะวุ่นวายอยู่กับการส่งข้อความด้วยการส่งสัญญาณต่าง ๆ

Here are some examples of body language. They are used by people in English-speaking countries.

Examples of Body Language (ตัวอย่างของภาษาท่าทาง) 

sitting with legs crossed, foot kicking slightly boredom 

(นั่งไขว่ห้าง เตะเท้าไปมาเล็กน้อย) (แสดงอาการเบื่อ) 

hand to cheek (เอามือเท้าคาง) thinking (กำลังใช้ความคิด) 

touch, slightly rubbing the nose lying, doubt, rejection 

(เอามือแตะจมูกแล้วถูเบา ๆ) (โกหก, สงสัย, ปฎิเสธ) 

tapping or drumming fingers impatience 

(ใช้นิ้วมือเคาะเป็นจังหวะ) (กระสับกระส่าย)

01

02

-----------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องที่ 5 การพูดโทรศัพท์ (Telephone Conversation)

การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์เป็นวิธีการที่สะดวกและรวดเร็ว การรับและพูดโทรศัพท์  โดยใช้ภาษาอังกฤษด้วยสำนวนที่ถูกต้องและชัดเจนตรงตามความต้องการของผู้พูดจะช่วยให้สื่อสารได้ เข้าใจตรงกันตามวัตถุประสงค์  ผู้เรียนจึงต้องศึกษาคำศัพท์  สำนวนและประโยคภาษาอังกฤษ ในการสนทนาทางโทรศัพท์ให้เข้าใจและนำไปใช้ในแต่ละสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

คําศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ (Word Study)

สำนวนที่มักจะใช้ในการพูดโทรศัพท์  มีดังนี้   

Sorry, I can't hear. ขอโทษนะคะ/ครับ ดิฉัน/ผม ไม่ได้ยินเลยค่ะ/ครับ 

Louder, please. กรุณาพูดดังกว่านี้ค่ะ/ครับ 

Pardon? ขอโทษว่าอะไรนะคะ/ครับ 

He's not here now. ขณะนี้เขาไม่อยู่ค่ะ/ครับ 

My phone number is...... โทรศัพท์ของฉันหมายเลข........................... 

Sorry, you've got a wrong ขอโทษค่ะ/ครับ คุณโทรผิดหมายเลขแล้วค่ะ/ครับ number. 

A phone line is busy. สายโทรศัพท์ไม่ว่าง

A telephone is out of order. โทรศัพท์ขัดข้องหรือเสีย 

Who's calling? ใครกำลังพูด, ใครกำลังโทรศัพท์  

Just a moment, please. 

Just a minutes, please. การสนทนาทางโทรศัพท์ (Telephone conversation)

-----------------------------------------------------------------------------------------