บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมืองและการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
พัฒนาการทางการเมือง
ความคิดและความเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากการติดต่อกับกลุ่มประเทศทางตะวันตก โดยในกลุ่มประเทศทางยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้มีการปฏิรูปการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ.2319 (ค.ศ. 1776) และเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789)ประเทศไทยเริ่มติดต่อทางการค้ากับประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2367 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นก็มีกลุ่มมิชชันนารีจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา คนไทยจึงเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษ ศึกษาวิทยาการต่างๆ โดยเฉพาะพระภิกษุ เจ้าฟ้ามงกุฎ กลุ่มพระบรมวงศานุวงศ์ และกลุ่มข้าราชการก็ศึกษาวิชาการต่างๆ ด้วย ดังนั้น สังคมไทยบางกลุ่มจึงได้มีค่านิยมโลกทัศน์ตามวิทยาการตะวันตกในหลายๆด้าน รวมทั้งแนวความคิดในเรื่อง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นวิวัฒนาการทางความคิดของคนไทยในเรื่องระบอบประชาธิปไตยที่ค่อยๆ ก่อตัวและมีพัฒนาการขึ้นมาตามลำดับ และนับจาก กบฏ ร.ศ. 130 เมื่อปี พ.ศ. 2445 เวลาผ่านไปอีก 20 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2475 (วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) จึงได้เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของประเทศไทยขึ้น โดยคณะบุคคลที่เรียกว่า “คณะราฎร” ประกอบด้วยทหารและพลเรือน ได้ยึดอำนาจการปกครองจากพระมหากษัตริย์ คือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เจ็ด และเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่แนวคิด ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มปัญญาชนที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตกเท่านั้น จึงมีความขัดแย้งทางความคิดทั้งในกลุ่มผู้ปกครอง ข้าราชการและประชาชน จนเกิดเป็น กบฎ ปฏิวัติและรัฐประหารสลับกันไปมา (ปัญหาทางการเมืองและการปกครองของประเทศไทยหลังปี พ.ศ. 2475 ที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง การเปลี่ยนรัฐบาลหรือผู้ปกครองประเทศมักไม่เป็นไปตามกติกา หรือระเบียบแบบแผนโดยสันติวิธี ตรงกันข้ามมักเกิดการแย่งชิงอำนาจด้วยการใช้กำลังอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปของการจลาจล กบฏปฏิวัติหรือรัฐประหาร) ความหมายของคำเหล่านี้เหมือนกันในแง่ที่ว่าเป็นการใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจทางการเมือง แต่มีความหมายต่างกันในด้านผลของการใช้กำลังความรุนแรงนั้น กล่าวคือ หากการยึดอำนาจครั้งใดที่ผู้ก่อการทำการไม่สำเร็จจะถูกเรียกว่า “กบฏ” หากการยึดอำนาจนั้นสำเร็จและเปลี่ยนเพียงรัฐบาลเรียกว่ารัฐประหาร นับแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมาประเทศไทย มีการพัฒนาการทางการเมืองและการปกครองโดยเรียงลำดับตามระยะเวลาของเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นได้